วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

‘ขายปลา ทูนึ่ง’ เงินงาม

ขาย “ปลาทูนึ่ง” เป็นอีกหนึ่งอาชีพเก่าแก่ที่จนวันนี้ก็ยังเป็น “ช่องทางทำกิน” ที่ดีของใครต่อใครมากมาย ซึ่งวันนี้ทางทีมงานคอลัมน์ช่องทางทำกินก็มีข้อมูลการทำอาชีพขายปลาทูนึ่งมา ให้ลองพิจารณากัน...

เจ๊ชุม-ประชุม อยู่ประเสริฐ และ เจ๊อี๊ด-นิภา อยู่ประเสริฐ สองพี่น้องผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการปลาทูนึ่ง ยึดอาชีพนึ่งปลาทูขายมาหลายสิบปี กับปลาทูแม่กลอง ที่มีเอกลักษณ์คือ “หน้างอ-คอหัก” รสชาติขึ้นชื่อ โดยทั้งสองร่วมกันเล่าว่า อาชีพนี้เป็นอาชีพดั้งเดิมของครอบครัว พอพ่อแม่เสียก็รับช่วงทำอาชีพนี้

“ปลา ทูแม่กลองจะมีความสด ใหม่ และกินอร่อย เพราะเป็นปลาที่นำมาจากทะเลวันต่อวัน ไม่มีการเก็บปลาไว้ค้างคืน แม่ค้าจะไปรับซื้อปลาที่ท่าเรือ เพื่อนำมาทำปลาทูนึ่ง ช่วงเวลาที่จะไปซื้อปลามานึ่งนั้นไม่แน่นอน เรือเข้า 2 โมงเช้า ก็ไป 2 โมงเช้า เรือเข้า 4 โมงเช้า ก็ไป 4 โมงเช้า รับปลามาแล้วก็เอาไปนึ่งทันที นึ่งเสร็จประมาณไม่เกินเที่ยงก็เอามาวางขายหน้าร้านได้เลย” เป็นกิจวัตรของคนขายปลาทูนึ่งเจ้านี้

เจ๊ชุมยังบอกอีกว่า ช่วงเทศกาลกินเจปลาแม่กลองจะยิ่งอร่อย ปลาจะมีชุกชุมและกำลังโตเป็นหนุ่มเป็นสาวเต็มตัว เอกลักษณ์ปลาทูแม่กลองต้องตัวเล็ก กินอร่อย เนื้อหวานกว่าปลาทูอินโดฯ ที่ตัวใหญ่กว่าแต่เนื้อจืด

สำหรับการทำอาชีพนึ่งปลาทูขายในภาพรวม นั้น อุปกรณ์ที่ใช้หลัก ๆ ก็มี... หม้อต้มปลาขนาดใหญ่ สั่งทำเฉพาะ, เต๊า หรือกระเตง (เป็นอุปกรณ์ที่มีลักษณะเป็นโครงเหล็กทรงกลม ที่ใช้เรียงเข่งปลา เพื่อนำปลาลงไปต้ม), หลัว (เข่งไม้สำหรับใส่เกลือเม็ด), เตาแก๊ส, เข่งไม้ไผ่, กะละมัง และทัพพี

ส่วนวัตถุดิบก็มี... ปลาทู, เกลือเม็ด, ใบตอง และน้ำสะอาด

หลายคนคงเข้าใจว่าที่เรียกว่า “ปลาทูนึ่ง” เพราะนำปลาไปนึ่ง แต่จริง ๆ แล้วปลาทูนึ่งไม่ใช่การนำปลาทูไปนึ่ง แต่จะนำปลาไปต้ม ที่เรียกว่าปลานึ่งนั้นเพราะเป็นคำที่คนโบราณเรียกกัน และเรียกต่อ ๆ กันมา

การ นึ่งหรือต้มปลาทู เจ๊ชุมได้ลงมือทำให้ดู โดยเริ่มจากนำปลาทูมาควักไส้ออก โดยการอ้าปากปลาทู แล้วดึงเหงือกปลาทูออกมา ไส้ทั้งหมดก็จะออกมาด้วย (ไส้ปลาทูก็ไม่ต้องทิ้ง เพราะจะมีคนมารับซื้อถึงที่บ้าน เพื่อนำไปหมักเป็นไตปลา และเอาไปเป็นเหยื่อปลา)

ควักไส้แล้วก็นำปลา ทูไปล้างน้ำให้สะอาด ก่อนจะจับปลาทูหักคอให้งอลง เพื่อที่ปลาจะได้อยู่ในเข่งอย่างสวยงาม ซึ่งจุดนี้ทำให้ปลาทูแม่กลองดูแตกต่างจากที่อื่น หลังจากเรียงปลาลงเข่งเรียบร้อยแล้ว ก็นำเข่งปลาทูมาเรียงลงเต๊า (1 เต๊าจะใส่เข่งปลาทูได้ประมาณ 70-80 เข่ง )

ถ้าใช้หม้อต้มขนาด 200 ลิตร จะต้องใส่น้ำลงไปประมาณ 3/4 ของหม้อ แล้วตักเกลือเม็ด 5 ขันใส่ลงไปต้ม พอน้ำเดือดใช้ทัพพีช้อนฟองออกให้สะอาด จากนั้นก็ยกเต๊าปลาทูลงต้มในหม้อ ประมาณ 5-6 นาที ก่อนจะยกเต๊าปลาลงให้ตักน้ำเกลือราดลงบนเข่งอีกครั้ง เพื่อให้ความชุ่มของเนื้อปลายังคงอยู่ ยกเต๊าลงวางให้สะเด็ดน้ำสักพัก และก่อนนำปลาทูเป็นเข่ง ๆ ออกไปขายก็ใช้ใบตองปิดหน้าปลาทูแต่ละชั้น ไม่ให้ปลาติดกัน

ก็เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการทำปลาทูนึ่ง ซึ่งเจ๊ชุมบอกว่า ปลาทูที่นึ่งใหม่ ๆ จะมีกลิ่นหอมชวนรับประทาน และจะน่าทานยิ่งขึ้นถ้าปลาตัวอวบอ้วน เนื้อนุ่มแน่น ไม่ยุ่ย ท้องและผิวไม่ถลอก

เรื่องรายได้ ถ้าใช้ปลาทูสดประมาณ 100 กก. พอขายหมดเพื่อหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จะเหลือเป็นค่าเหนื่อยประมาณ 200-300 บาท หรือถ้ามากหน่อยก็ประมาณ 400-500 บาท แล้วแต่ราคาปลาสดแต่ละช่วง

ขณะ ที่ราคาขายให้ลูกค้า ขึ้นอยู่กับไซซ์หรือขนาดของปลา ถ้าเข่งหนึ่งมี 2 ตัว ขายราคา 3 เข่ง 100 บาท ไซซ์รองลงมาก็ 4 เข่ง 100 บาท และไซซ์เล็ก 5-6 เข่ง 100 บาท

อาชีพขายปลาทูนึ่งเจ้านี้อยู่ที่ตลาดแม่กลอง เป็นปลาทูนึ่งเรือโป๊ะ สด ๆ ของอ่าวแม่กลอง ร้านอยู่หน้าร้านโอ้วแซเซ้ง ตรงข้ามวินมอเตอร์ไซค์ 5 พลัง เดินตรงไปอีกนิดก็จะเจอร้านปลาทูนึ่ง “เจ๊ชุม” จะอยู่ติดกับร้านกุยช่ายทอดและร้านของดองเจ๊หมวย ทั้งสองร้านเป็นเจ้าเดียวกันเพียงแต่แยกกันขาย ใครสนใจติดต่อเจ๊ชุม โทร. 08-1995-6163 ส่วนเจ๊อี๊ด โทร. 08-7919–3071 ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ

ขาย “ปลาทูนึ่ง” เป็นอาชีพเฉพาะถิ่นก็จริงอยู่ แต่หากใครสนใจ ไม่ได้อยู่ไกลจากแหล่งปลาสดมากจนเกินไป ก็ใช่ว่าจะไม่สามารถทำขายได้ และนี่ก็เป็นอีก “ช่องทางทำกิน” ที่ไม่อาจมองข้าม.

ที่มา เด ลินิวส์
เชาวลี ชุมขำ

‘ยำทรง เครื่อง’ ‘เกสรบัวหลวง’

อาชีพค้าขายอาหารในยุค นี้จะอยู่รอดได้ดีก็ต้องหาอะไรที่แตกต่างไปจากการค้าขายในท้องตลาดทั่วไป นอกเหนือไปจากฝีมือการปรุงที่เอร็ดอร่อย และอาชีพขาย “ยำทรงเครื่องเกสรบัวหลวง-มะม่วงมัน” เจ้านี้ ก็เป็นอีก “ช่องทางทำกิน” ที่พลิกแพลงนำองค์ประกอบแปลก ๆ มายำขาย สร้างอาชีพ-สร้างรายได้อย่างดี...

แสง เดือน สิริอัจฉราพันธุ์ หรือ น้อย แม่ค้าขาย “ยำทรงเครื่องเกสรบัวหลวง-มะม่วงมัน” เล่าว่า เดิมทำอาชีพเย็บผ้ามาก่อน แต่รายได้ไม่พอกับค่าใช้จ่ายในครอบครัว จึงหันมาทำ “ยำทรงเครื่องเกสรบัวหลวง-มะม่วงมัน” ซึ่งเป็นสูตรแปลกที่ไม่ค่อยมีคนทำขาย อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้าที่จะมาเป็นยำทรงเครื่องเกสรมะม่วงมันนั้นก็ขาย “ยำเกสรชมพู่ม่าเหมี่ยว” ตำรับชาววังมาก่อน ซึ่งได้สูตรมาจาก อาจารย์ยาใจ เพชรรัตน์ แต่เพราะเป็นอะไรที่ต้องรอตามฤดูกาล ก็เลยดัดแปลงมาเป็นเกสรบัวหลวงและกลีบอ่อนแทน

บัวหลวงมีสรรพคุณทางยา โดยรสชาติจะต่างกันที่ยำเกสรชมพู่จะออกรสเปรี้ยว ขณะที่ “เกสรบัวหลวง” จะออกรสคล้ายมะขามเทศ แต่ปรุงเป็นยำแล้วก็จะมัน ๆ อร่อยดีอีกแบบ

“ยำ ทรงเครื่องเกสรบัวหลวง-มะม่วงมัน” ก็มีสรรพคุณด้านสมุนไพร ประโยชน์ทางสมุนไพรของบัวหลวงก็มีมากอยู่ และที่สำคัญบัวหลวงนั้นมีขายตลอดทั้งปี จึงเป็นวัตถุดิบที่หาได้ง่าย

สำหรับ วัตถุดิบในการขายยำชนิดนี้นั้น หลัก ๆ คือใช้มะม่วงมัน ร้านนี้จะใช้วันละ 10-15 กก. ใช้มะม่วงพันธุ์แรด หรือน้ำดอกไม้ก็ได้ และบัวหลวงประมาณ 2 กำ ๆ ละ 10 ดอก นอกจากนี้ส่วนประกอบอื่น ๆ คือ น้ำเชื่อม ใช้น้ำตาลปี๊บเคี่ยวกับน้ำเปล่าประมาณ 3 กก. จนออกเป็นน้ำเชื่อม, ถั่วลิสงคั่ว 500 กรัม, กุ้งแห้ง 500 กรัม, มะพร้าวคั่ว 500 กรัม, ปลากรอบ 500 กรัม, ปลาหมึกกรอบ 500 กรัม, หอมแดงซอย 1 กก., กะปิหอมอย่างดี 1 กก., หอมเจียว (เจียวสำเร็จแล้ว) ประมาณ 1 ถุง (ราคา 24 บาท)

คุณน้อยบอกว่า วัตถุดิบที่ใช้หลัก ๆ ก็มีเพียงเล็กน้อย แต่การจัดร้านต้องดึงดูดลูกค้า ร้านของตนนั้นเป็นร้านรถเข็นธรรมดา แต่จะจัดร้านให้สวยงาม และดูดี ซึ่งตนก็เป็นคนชอบทำร้านให้สวยงาม เพื่อทำให้ลูกค้าเข้ามาซื้อของที่ร้าน ซึ่งร้านของคุณน้อยก็ประสบความสำเร็จในจุดนี้ไม่น้อยเลยทีเดียว

ยำ ทรงเครื่องเกสรบัวหลวง-มะม่วงมัน มีส่วนผสมของมะม่วงมันซอย (พอประมาณ), ถั่วลิสงคั่ว, มะพร้าวคั่ว, กุ้งแห้ง, หอมเจียว, หอมแดงซอย และเกสรบัว 1 ดอก ปรุงรสด้วยน้ำเชื่อม (น้ำตาลปี๊บเคี่ยว) พริกป่น และพริกขี้หนูซอย ซึ่งจะใส่ส่วนผสมลงในกะละมังที่เตรียมไว้ คลุกเคล้า และปรุงรสจนใช้ได้

การ ปรุงขายก็จะสอบถามลูกค้าว่าชอบรสชาติประมาณไหน ปรุงตามนั้นก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย ขายในราคา 25-30 บาท (ตามปริมาณเกสรบัว ถ้าลูกค้าต้องการเพิ่มเกสรบัวก็จะต้องเพิ่มเงินอีกเล็กน้อย)

นอกจาก ยำทรงเครื่องเกสรบัวหลวง-มะม่วงมัน คุณน้อยยังให้สูตร “ยำมะม่วงปูจืด” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเมนูเด็ดของร้านด้วย ซึ่งมีส่วนผสมของ มะม่วงซอย, กะปิหอม, หอมแดงซอย, มะพร้าวซอย ปรุงรสด้วยน้ำเชื่อม (น้ำตาลปี๊บเชื่อม) พริกสด และโรยหน้าด้วยปูจืด ซึ่งดองเกลือเอง ขายในราคาถุงละ 25-30 บาท

และ ยังมีสูตร “ยำมะม่วงปลากรอบ” ซึ่งมีส่วนผสมของมะม่วงซอย, หอมแดงซอย, ปลากรอบ, ถั่วลิสงเล็กน้อย ปรุงรสด้วยน้ำเชื่อม (น้ำตาลปี๊บเชื่อม) พริกป่น พริกนี้หนู และน้ำมะนาว ขายในราคาถุงละ 25-30 บาทเช่นกัน

ในแต่ละ วัน คุณน้อยจะลงทุนประมาณ 1,000 บาท โดยถ้าขายหมด หักทุนแล้วจะมีกำไรประมาณวันละ 500 บาท ซึ่งเจ้าตัวบอกว่าไม่ได้มากมาย เพราะใช้ของดี และมือหนัก ใส่เครื่องเยอะ แต่ก็พออยู่ได้

ปัจจุบัน คุณน้อยจะเข็นรถเข็นขายยำระหว่างซอยวุฒากาศ 1 กับซอยวุฒากาศ 11 (ฝั่งธนบุรี) ทุกวัน ตั้งแต่ 12.00-20.00 น. หรือติดต่อที่หมายเลขโทรศัพท์ 08-7543-4130 ทั้งนี้ อาชีพขายอาหารการกินอย่าง “ยำ” นั้น ยังพอไปได้ และ “พลิกแพลงได้หลากหลาย” ก็อยู่ที่ว่าใครจะพลิกแพลงจนโดนใจลูกค้าได้แค่ไหน

ที่ มา เด ลินิวส์


สุภา รัตน์ ยอดศิริวิชัยกุล :รายงาน

คู่มือลงทุน...ยำทรงเครื่อง
ทุน อุปกรณ์ ขึ้นอยู่กับรูปแบบร้าน
ทุนวัตถุดิบ 60-70% ของราคาขาย
รายได้ ขายชุดละ 25-30 บาท
แรงงาน 1 คนขึ้นไป
ตลาด ย่านอาหาร, ย่านชุมชนทั่วไป
จุดน่าสนใจ เครื่องยำแปลก ๆ เป็นจุดขาย

‘จ๊อปลาทู’ พลิกแพลงได้เด่น-เป็นเงิน

“ช่องทางทำกิน” มีการนำเสนออาชีพเกี่ยวกับอาหารแปรรูปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกับ “ฮ่อยจ๊อ” ก็เป็นอีกเมนูที่เคยนำเสนอ แต่ละเจ้าก็จะเด่นกันไปคนละสูตร แต่ก็ใช่ว่าจะไร้ซึ่งการดัดแปลง ล่าสุดมีคนหัวใสนำ “เนื้อปลาทู” มาปรับใช้ จนกลายเป็นเมนูชื่อแปลกหูอย่าง “จ๊อปลาทู” และเป็นอีกอาชีพที่น่าสนใจ...

บุญ ญาพร ตันสกุล เจ้าของสูตร “จ๊อปลาทู” เล่าว่า เดิมทำธุรกิจร้านอาหาร ต่อมามีปัญหาเรื่องพื้นที่ร้าน ประกอบกับเศรษฐกิจไม่ดี จึงเลิก แต่ด้วยความที่เป็นคนรักการทำอาหาร จึงพยายามไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการแปรรูปจากแหล่งต่าง ๆ โดยสนใจการทำฮ่อยจ๊อเป็นพิเศษ
ด้วยความที่อยู่แถบ จ.สมุทรสงคราม ซึ่งเด่นเรื่อง “ปลาทู” และช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค. ปลาทูจะมีมาก แม่ค้ามักขายไม่หมด โดยเฉพาะปลาทูเล็กหรือปลาแมวที่คนไม่นิยมกินเท่าปลาทูตัวใหญ่ ทำให้ราคาตก และเหลือขายยาก จึงคิดว่าคงจะดีถ้าสามารถนำปลาทูที่ว่ามาพัฒนาเป็นเมนูอาหาร จนเกิดเมนู “จ๊อปลาทู” ขึ้น

จุดเด่นของจ๊อปลาทู นอกจากชื่อที่แปลกและแก้ปัญหาเรื่องราคาปลาทูแล้ว บุญญาพรระบุว่า อีกเรื่องคือในเนื้อปลาทูมีคอเลสเตอรอลน้อยกว่าเนื้อปู อีกทั้งราคาก็ถูกกว่าเนื้อปู จึงใส่เนื้อปลาได้มากกว่าการทำฮ่อยจ๊อปู โดยแทบไม่ต้องใช้แป้งเลย โดยเธอเองทำจ๊อปลาทูขายมาตั้งแต่ปี 2551 หลังจากใช้เวลาปรับรสชาติอยู่ระยะหนึ่ง เนื่องจากแรก ๆ ที่ทำจะมีกลิ่นคาวของปลาทูอยู่ ซึ่งลูกค้ามักจะไม่ชอบ ต่อมาก็พบว่าสามารถดับกลิ่นคาวได้โดยทำการขูดหนังปลาทูเพื่อแยกเนื้อปลาออก มา ก็จะสามารถกำจัดกลิ่นคาวที่เป็นปัญหาได้

“แรก ๆ ลูกค้าก็จะถามกันว่าจ๊ออะไร พอรู้ว่าเป็นปลาทูส่วนใหญ่ก็บอกว่าแปลกดี ยิ่งให้ทดลองทานก็พากันแปลกใจว่าทำไมไม่มีกลิ่นคาว เพราะบางคนไม่กล้าทาน สาเหตุเพราะกลัวว่าจะมีกลิ่นคาว ปลา ต่อมาในปี 2552 ก็ลองส่งเข้าประกวดโอทอป ก็ได้รับคัดเลือกเป็นโอทอประดับ 4 ดาวในปีแรกที่ส่ง”

ทุนเบื้องต้นสำหรับอาชีพนี้ บุญญาพรบอกว่าใช้ประมาณ 50,000 บาท ส่วนใหญ่เป็นค่าอุปกรณ์ อาทิ ซึ้งนึ่ง ขนาด 17 นิ้ว, แม่พิมพ์หรือรองพิมพ์สำหรับห่อ, กะละมังสเตนเลส, เขียงขนาดใหญ่, ถุงมือ, ผ้าขาวบาง เป็นต้น ส่วนทุนวัตถุดิบอยู่ที่ประมาณ 60% ของราคาขาย ซึ่งราคาขายก็อยู่ที่เส้นละ 30-35 บาท

ส่วนผสมทำจ๊อ ปลาทู 10 เส้น (ประมาณ 1 กิโลกรัม) ประกอบด้วย เนื้อปลาทู 1 กิโลกรัม, ต้นหอม 2 ขีด, แห้ว 2 ขีด, รากผักชี 1 ขีด, กระเทียม 2 ขีด, มันหมู 1 ขีด, ไข่ไก่ 1 ฟอง, พริกไทย, เครื่องปรุงรส และฟองเต้าหู้ และส่วนผสมของน้ำจิ้มก็มี น้ำบ๊วย, น้ำส้มสายชู, น้ำตาล, เกลือ และพริกไทย
ขั้น ตอนการทำ “จ๊อปลาทู”...เริ่มแรกนำปลาทูมาขูดหนังแยกออกจากเนื้อปลา จนเหลือเพียงเนื้อปลาทูสีออกชมพู จากนั้นนำเนื้อที่ได้มานวดด้วยมือจนพอเหนียวครั้งหนึ่งก่อน ต่อมาจึงนำมันหมูที่เตรียมไว้มาผสมรวมกับเนื้อปลาทู นวดต่อไปอีกครั้งจนส่วนผสมเข้ากันดี นำเครื่องปรุงรสและส่วนผสมทั้งหมดที่เตรียมไว้มาเทใส่รวมกันลงไป จากนั้นก็ทำการนวดอีกครั้งเพื่อให้เนื้อปลาและส่วนผสมต่าง ๆ เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน

ลำดับต่อไปนำแผ่นฟองเต้าหู้มาตัดเตรียมไว้ จากนั้นนำผ้าขาวบางชุบน้ำสะอาดบิดพอหมาด ๆ มาห่อแผ่นฟองเต้าหู้ให้พอนิ่ม นำแผ่นฟองเต้าหู้มาวางบนแม่พิมพ์ห่อหรือรองพิมพ์สำหรับห่อ (เจ้าของสูตรคิดประดิษฐ์รองพิมพ์ขึ้นเอง) นำเนื้อปลาทูที่ผสมและนวดจนเหนียวแล้วมาวางเรียงลงบนรองพิมพ์ จากนั้นพับ หัวและท้าย แล้วพับส่วนขอบม้วนให้แน่นไปเรื่อย ๆ เสร็จแล้วนำไปนึ่งโดยใช้ไฟปานกลาง สุกแล้วจึงนำมาตั้งทิ้งไว้ให้เย็น ก่อนบรรจุจำหน่ายต่อไป โดย “จ๊อปลาทู” นี้สามารถอยู่ได้เป็นเดือนถ้านำใส่ไว้ในช่องฟรีซหรือช่องแช่แข็ง

“จ๊อ ปลาทูนี้จะใส่แห้ว ซึ่งจะหอมและกรอบมากกว่ามันแกวที่ใช้ใส่จ๊อปู ส่วนมันหมูใส่เพียงเล็กน้อยเพื่อให้เนื้อจ๊อนุ่ม ถ้าไม่ใส่เลยเนื้อจ๊อจะกระด้าง อีกอย่างคือช่วยเพิ่มรสชาติให้กับจ๊อปลาทู เพราะถ้าใช้เนื้อปลาทูเพียงอย่างเดียว จ๊อที่ได้จะมีรสเปรี้ยวเกินไป เนื่องจากรสของเนื้อปลาทูจะออกเปรี้ยว” เจ้าของสูตรกล่าว

สนใจ “จ๊อปลาทู” ต้องการชิม ต้องการรับไปจำหน่ายต่อเป็นอาชีพ ติด ต่อคุณบุญญาพรได้ที่ เลขที่ 102/7 ซอยบางจะเกร็ง 3 ต.บางจะเกร็ง อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม โทร.08-6977-8546 หรืออยากจะขอข้อมูลเพิ่มเติมก็ลองสอบถามกันดูโดยตรง นี่ก็เป็นอีก “ช่องทางทำกิน” ที่พลิกแพลงได้น่าสนใจ.

ที่มา เด ลินิวส์
ศิริโรจน์ ศิริแพทย์

‘กาแฟ ชัก’ เทไปเทมา ‘ท่าทำเงิน’

นอกจาก “ชาชัก” ที่ยุคนี้มีขายทั่วไป ไม่ใช่มีแค่เฉพาะถิ่น ซึ่งก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างดีแล้ว ก็มีร้านที่เปิดขาย “กาแฟชัก” ที่มีรสชาติน่าสนใจ และก็น่าจะเป็น “ช่องทางทำกิน” ที่น่าสนใจด้วย...

อุดม พงศ์กระพันธุ์ เป็นเจ้าของร้าน “อุดมกาแฟชัก” ซึ่งวันนี้ได้ใช้ร้าน “ติ๊กคาเฟ่” ซึ่งเป็นร้านของน้องสาว อยู่ใต้ตึกศูนย์ปฏิบัติการทัศนศิลป์สิรินธร มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ จ.นครปฐม เปิดสูตร และวิธีทำ “กาแฟชัก” กับทีม “ช่องทางทำกิน” โดยอุดมบอกว่า กาแฟชักเป็นอาชีพประจำครอบครัวมานานแล้ว โดยเริ่มแรกมีร้านขายที่มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตวังท่าพระ ช่วงระยะเวลาหนึ่ง ภายหลังจึงมาเปิดร้านที่มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ จ.นครปฐม และก็ออกร้านไปกับกระทรวงพาณิชย์ตามงานต่าง ๆ มาจนทุกวันนี้

อุดมเล่าถึงกรรมวิธีอาชีพนี้ว่า ไม่ใช่เรื่องยาก ก็เตรียมอุปกรณ์สำหรับร้านขายกาแฟ หลัก ๆ ก็คือหม้อชงกาแฟ ส่วนวัตถุดิบหลัก ๆ ก็มี เมล็ดกาแฟสด, เนย และน้ำตาล จากนั้นทำการคั่วเมล็ดกาแฟ เสร็จแล้วนำเมล็ดกาแฟที่คั่วแล้วมาบดละเอียดพอประมาณ ก่อนนำไปชง

สำหรับ ส่วนผสมและสัดส่วนในการคั่ว ก็คือ ใช้เมล็ดกาแฟสด (โรบัสต้า) 10 กก., เนย 500 กรัม, น้ำตาลทราย 2 กก., เกลือ 300 กรัม รวมเป็นน้ำหนักรวม 12.8 กก. โดยที่กาแฟสดเมื่อคั่วแล้วจะเหลือน้ำหนักประมาณ 7 กก. และเก็บไว้ใช้งานได้ไม่เกิน 1 เดือน

การชงกาแฟ ส่วนผสมก็มีผงกาแฟบด น้ำร้อน นมข้นหวาน นมสด สัดส่วนการชงกาแฟคือ ผงกาแฟบด 6 ช้อน 300 กรัม, นมข้น 1 กระป๋อง 390 กรัม, นมสด 1/2 กระป๋อง 180 กรัม และน้ำร้อน 800 ซีซี

วิธี การ เตรียมน้ำร้อนชนิดเดือดจัดไว้ นำผงกาแฟใส่ในถุงกาแฟ จากนั้นราดน้ำร้อนลงบนถุงกาแฟเพื่อให้น้ำกาแฟออกมา ซึ่งน้ำกาแฟที่ได้นั้นจะมีสีดำ และรสชาติดี (หากใช้น้ำไม่ร้อนน้ำกาแฟจะไม่ออกสี และไม่มีรสชาติ) ส่วนนมข้นหวานใส่ลงไปบนหม้ออีกใบเตรียมไว้ แล้วนำน้ำกาแฟที่ชงเสร็จแล้ว เทลงในหม้อที่มีนมข้นหวานที่เตรียมไว้ แล้วชงให้ลูกค้า ส่วนนมสดจะใส่เป็นขั้นตอนสุดท้ายเพื่อเพิ่มความมันตอนที่จะขายให้ลูกค้า

เคล็ด ลับในการชง การชงกาแฟโบราณนั้นน้ำต้องเดือดจัดถึง 100 องศา จะทำให้กาแฟหอมและข้น เมื่อผสมกับนมจะรสชาติพอดี (ไม่ควรใส่น้ำตาลในกาแฟที่ต้องใส่นมข้นอยู่แล้ว จะทำให้รสชาติไม่หวานกลมกล่อม และที่สำคัญไม่ควรเก็บกาแฟที่ปรุงแล้วเกิน 1 วัน และควรเก็บอยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสม)

การชงและชักกาแฟชักนั้น ก็เตรียมกระป๋อง 2 กระป๋อง ใส่กาแฟ 1 กระป๋อง เป็นกระป๋องเปล่า 1 กระป๋อง ทำการเทไปเทมาหรือ “ชัก” ระหว่างกระป๋อง ชักกาแฟไปมาประมาณ 5-6 ครั้ง จะได้รสชาติที่นุ่มและกลมกล่อมพอดี ซึ่งวิธีการ ลีลาการชัก ลูกเล่นต่าง ๆ ก็ขึ้นอยู่กับผู้ชัก ซึ่งต้องฝึกฝน และใช้ประสบการณ์ล้วน ๆ

ทั้งนี้ กาแฟ 1 ลิตร จะขายได้ 12 แก้ว (ขนาด 16 ออนซ์) ขายในราคาแก้วละ 15 บาท โดยมีต้นทุนต่อลิตรประมาณ 55-60 บาท (ไม่รวมต้นทุนแก้ว น้ำแข็ง และนมสด) ซึ่งวิธีการขายคือใส่น้ำแข็งในถ้วย ใส่นมสด กาแฟ และเทนมสดราดอีกครั้ง

ใน ส่วนของ “ชาชัก” นั้น อุดมก็ให้ข้อมูลว่า ใช้ชาผงอัสสัม, น้ำร้อน และนมข้น สัดส่วนคือ ชาผง 4 ช้อนโต๊ะ, น้ำร้อน 800 ซีซี และนมข้น 1.5 กระป๋อง วิธีการชงชาคือ เตรียมน้ำร้อนชนิดเดือดจัดไว้ นำผงชาใส่ในถุงชา (เหมือนกับถุงกาแฟ) จากนั้นราดน้ำร้อนลงบนถุงชาเพื่อให้น้ำชาออกมา ส่วนนมข้นหวานใส่ลงในหม้ออีกใบเตรียมไว้ แล้วนำน้ำชาเทลงในหม้อที่มีนมข้นหวานที่เตรียมไว้ แล้วชงให้ลูกค้า

วิธี ชักชา ก็เตรียมกระป๋อง 2 กระป๋อง ใส่ชา 1 กระป๋อง กระป๋องเปล่า 1 กระป๋อง ชักหรือเทไปเทมา ประมาณ 5-6 ครั้ง จะได้ชารสชาตินุ่มและกลมกล่อมพอดี เช่นเดียวกับการชักกาแฟ และก็เช่นเดียวกับกาแฟชัก คือ ชา 1 ลิตรจะขายได้ราว 12 แก้ว ราคาแก้วละ 15 บาท โดยที่ต้นทุนชาต่อลิตรคือ 50-60 บาท ส่วนวิธีการขาย คือ ใส่น้ำแข็งในถ้วย ใส่นมสด ชา และราดนมสดอีกครั้ง

สนใจ “กาแฟชัก” หรือ “ชาชัก” ของอุดม ก็ไปชิมได้ที่ร้านติ๊กคาเฟ่ ใต้ตึกศูนย์ปฏิบัติการทัศนศิลป์สิรินธร มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ จ.นครปฐม โทร. 08-7317-8189.


ที่มา เดลินิวส์
สุภารัตน์ ยอดศิริวิชัยกุล : รายงาน/จเร รัตนราตรี : ภาพ

Happy Cake มิติใหม่เบเกอรี่ ทำเองได้ ขายความสนุก

ใครเคยทำขนมเค้กด้วยตัวเอง คงรู้ดีว่า กว่าจะทำเสร็จต้องผ่านขั้นตอนต่างๆ หลายชั้น

ใช้อุปกรณ์หลายชิ้น ประกอบกับต้องมีเคล็ดลับเฉพาะตัวถึงจะได้เค้กออกมาเนื้อนุ่มฟู รสชาติหอมหวานอร่อย

จากปัญหาความยุ่งยากในการทำดังกล่าว จุดไฟให้ “วิเชียร วงษ์สุรไพฑูรย์” กรรมการผู้จัดการบริษัท เส้นหมี่เหรียญไทย จำกัด สร้างสรรค์ “Happy Cake” นวัตกรรมใหม่ขนมเค้กทำได้ง่ายๆ แค่ใส่ส่วนผสมสำเร็จรูปลงไปถ้วย แล้วเข้าไมโครเวฟ 2.5 นาที ก็จะออกมาเป็นขนมเค้กชั้นยอดพร้อมกินได้ทันที

วิเชียร เล่าว่า บริษัทผลิตสินค้าต่างๆ เกี่ยวกับแป้ง ในยี่ห้อ “สิงห์ดาว” (STAR LION) มาตั้งแต่รุ่นปู่ พ่อ จนมาถึงเขารับช่วงกิจการ พยายามต่อยอดธุรกิจ คิดค้นสินค้านวัตกรรมจากแป้งออกสู่ตลาดต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2540 เช่น เส้นหมี่ข้าวกล้อง เส้นขนมจีนอบแห้ง ฯลฯ เพื่อสร้างจุดเด่น และขยายตลาดสู่ต่างประเทศ


หลักคิดเพื่อก้าวสู่เวทีโลกนั้น เจ้าของธุรกิจ เผยว่า พยายามพัฒนาวัตถุดิบแป้งในประเทศให้สามารถทำเมนูสากลได้ ซึ่งพฤติกรรมผู้บริโภคชาวตะวันตกจะกินเบเกอรี่หรือเค้กเป็นหลัก แป้งที่ใช้ทำ คือ “แป้งสาลี” ส่วนประเทศไทยต้องนำเข้าแป้งสาลี ปีละหลายหมื่นล้านบาท ทั้งๆ ที่ “แป้งข้าวเจ้าไทย” มีคุณสมบัติสามารถทำเค้กได้ดีไม่แพ้กัน

นอกจากนั้น จากการศึกษาพบว่า ในแป้งสาลีมีสาร “กลูเต็น” ซึ่ง 2 ใน 1,000 คน จะมีอาการแพ้เป็นผื่นคันหรือลมพิษได้ ขณะที่แป้งข้าวเจ้าปลอดจากสารตัวนี้100% จึงเห็นช่องทางจะใช้จุดนี้ผลักดันแป้งข้าวเจ้าใช้ทำเค้กทดแทนแป้งสาลี ซึ่งนอกจากจะเป็นโอกาสของบริษัทแล้ว ยังมีส่วนช่วยเกษตรกรไทยอีกด้วย

วิเชียร ขยายความอีกว่า นวัตกรรมการผลิตแป้งเค้กข้าวเจ้า เป็นความร่วมมือระหว่างบริษัทกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีส่วนผสมจากแป้งข้าวเจ้า 3-4 สายพันธุ์ ใช้เวลาวิจัยและพัฒนานานกว่า 4 ปี ด้วยทุนกว่า 10 ล้านบาท โดยเปิดตัวครั้งแรกเมื่อกลางปี 2550 ในแบบผงแป้งเค้กข้าวเจ้าบรรจุกล่อง ส่งออกไปกว่า 10 ประเทศทั่วโลก เช่น กลุ่มอียู ออสเตรเลีย เป็นต้น

และล่าสุด ได้ทุ่มงบอีกกว่า 10 ล้านบาทต่อยอดนวัตกรรมมาทำเป็นเค้กที่ทุกคนเองอย่างง่ายๆ ในรูปแบบ “ควิกคัพเค้ก”(Quick Cup Cake) แบรนด์ “Happy Cake”โดยเป็นถ้วยพลาสติก ภายในมีผงแป้งเค้กข้าวเจ้า และช็อกโกแลตก้อนบรรจุซอง ขั้นตอนการทำง่ายๆ เพียงเท นมสด น้ำมันพืช ไข่ไก่ 1 ฟอง และผงแป้งเค้กข้าวเจ้าลงในถ้วย คนให้เข้ากันแล้วนำเข้าไมโครเวฟ ระดับความร้อนสูงสุด แค่ 2.5 นาที ก็จะออกมาเป็นก้อนเค้กพร้อมกิน แล้วนำช็อกโกแลตก้อนมาละลายบนก้อนเค้กร้อนๆ เพื่อแต่งหน้า นอกจากนั้น สามารถพลิกแพลงนำเครื่องเคียงอื่นๆ มาประดับเพื่อสร้างสีสันเพิ่มความอร่อยยิ่งขึ้น

เจ้าของธุรกิจ ยอมรับว่า รูปแบบ “ควิกคัพเค้ก” ในต่างประเทศมีมานานพอสมควรแล้ว ทว่า บริษัทเป็นผู้ผลิตชาวไทยรายแรก และยังเป็นรายแรกในโลกที่ใช้วัตถุดิบแป้งจาก “ข้าวเจ้า” อีกทั้ง กระบวนทำของ Happy Cake พัฒนาให้ง่ายกว่าที่เคยมีมา

จุด เด่นอีกด้านของ Happy Cake อยู่ที่ความสนุกสนาน ผู้ทำสามารถแต่งหน้าเค้กด้วยตัวเอง หรือทำเค้กกับสมาชิกในครอบครัว ถือเป็นช่วงเวลาแห่งอบอุ่นที่ทุกคนได้ใช้เวลาร่วมกัน

“ผมมีความเชื่อ ว่า ผู้หญิงที่รักการทำขนมทุกคน อยากทำขนมเค้กเป็น ดังนั้น จึงช่วยเพิ่มความสะดวก เมื่อทำเสร็จจะเกิดความภาคภูมิใจ หรือเด็กๆ ที่ทำอาหารไม่ เป็นเลย แต่อยากทำเค้กมอบให้คุณพ่อคุณแม่ในวาระพิเศษๆ ด้วยตัวเอง ก็สามารถทำได้ รวมถึง อยากจะแต่งหน้าเค้กหรือดัดแปลงเค้กอย่างไรก็ได้ ตามจินตนาการ ซึ่งเป็นเสน่ห์ที่ทำให้ทั้งคนทำและผู้รับมีความสุขร่วมกัน” วิเชียร กล่าว

ด้าน รสชาตินั้น ผ่านการวิจัยและพัฒนาจนได้รสชาติที่เชื่อว่า คนส่วนใหญ่จะถูกปาก ได้รับเครื่องหมาย “เชลล์ชวนชิม” การันตี ขณะที่ด้านการผลิตผ่านมาตรฐานด้านอาหารครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น อย. ฮาลาล GMP HACCP เป็นต้น

ทั้งนี้ ราคาขายอยู่ ที่ ถ้วยละ 69 บาท (น้ำหนัก 135 กรัม) มีด้วยกัน 4 รส ได้แก่ เค้กวานิลาหน้าช็อกโกแลตขาว เค้กวานิลาช็อกโกแลตดำ เค้กมอคคา และเค้กช็อกโกแลต สามารถเก็บไว้นานเป็นปี มีจุดขายใน ซูเปอร์มาร์เกตตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ วางกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย คือ ตั้งแต่เด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ กลุ่มครอบครัว และร้านกาแฟต่างๆ ซื้อไปบริการลูกค้าในร้าน เป็นต้น

วิเชียร เผยด้วยว่า แม้จะเปิดตัวไม่นาน Happy Cake ได้ผลตอบรับน่าพอใจ ทั้งตลาดในและต่างประเทศ เพราะเริ่มแรกผู้บริโภคต้องการซื้อประสบการณ์จากความเป็นสินค้าแปลกใหม่ เมื่อได้ทดลองแล้ว เกิดความประทับใจ ช่วยเติมเต็มความต้องการ โดยเฉพาะคนเมือง ซึ่งยากจะมีโอกาสทำเค้กได้เอง ลูกค้ากลุ่มนี้จึงกลับมาซื้อซ้ำไว้ประจำครัวเรือน

ส่วนแผนการตลาดใน ปีนี้ (2551) จะใช้ Happy Cake เป็นหัวหอกในการบุกตลาดต่างประเทศ เน้นที่การสร้างเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายให้ครอบคลุมมากที่สุด ตั้งเป้าคืนเงินลงทุนได้ภายใน 3 ปี อีกทั้งไม่หยุดนิ่งที่จะออกสินค้านวัตกรรมใหม่จากแป้งต่อเนื่อง

“แม้ ปัจจุบันการทำธุรกิจต่างๆ จะต้องพบปัจจัยลบมากมาย แนวทางที่พาบริษัทฝ่าวิกฤตไปได้ ผมพยายามปรับองค์กรสู่การสร้างนวัตกรรม ซึ่งเป็นการลงทุนที่ประหยัดและคุ้มค่ามากที่สุด ถ้าวันนี้ผมยังยึดกับการทำแป้ง หรือเส้นหมี่อย่างเดียว การค้าทุนนิยมก็จะขับเราออกจากตลาด ดังนั้น ผมจึงเน้นสร้างนวัตกรรมใหม่จากพื้นฐานธุรกิจเดิม เพื่อเพิ่มมูลค่า และจุดเด่นเฉพาะตัว อย่าง Happy Cake ผมขอแค่ผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย ซื้อกินเดือนละ 1 ครั้ง ก็เป็นตลาดที่ใหญ่มากสำหรับเราแล้ว”

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์

รายได้เสริม ขนมเปี๊ยะอบเทียน

“ช่องทางทำกิน” วันนี้ทางทีมงานมีข้อมูลเกี่ยวกับ “ขนมเปี๊ยะ”มานำเสนอกันอีกครั้ง-อีกรูปแบบ เป็น “ขนมเปี๊ยะอบเทียน” สูตรโบราณ แห่งจ.นครปฐม ที่มีผู้ติดอกติดใจในรสชาติไม่น้อยเลย…

สม ทรง นาคศรีสังข์ เจ้าของขนมเปี๊ยะอบเทียน “ครูสมทรง” ใน อ.บางเลน จ.นครปฐม เล่าว่า ทำขนมเปี๊ยะอบเทียนมานาน 7-8 ปีแล้วเริ่มทำตั้งแต่สมัยยังรับราชการเป็นครู โดยมีเพื่อนสอนให้และส่วนตัวก็เป็นคนชอบทำขนมและอาหารเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ดังนั้นการทำขนมเปี๊ยะจึงเป็นเรื่องไม่ยากเกิน

ที่เลือกขนมเปี๊ยะมา ใช้ค้าขาย เพราะว่าวัตถุดิบอย่างแป้ง ถั่ว เก็บได้ไม่เสียไม่เหมือนกับค้าขายอาหารอีกหลายอย่างที่เก็บไว้นานไม่ได้ เพราะของจะเสียและไข่เค็มที่ต้องใช้ด้วยนั้นในบางเลนก็หาได้ง่ายมากจึงสะดวก ที่จะเลือกทำขนมเปี๊ยะขาย ซึ่งช่วงหลัง ๆ สุขภาพไม่ค่อยดีจึงเออรี่รีไทร์จากข้าราชการมาค้าขายเต็มตัว

ใช้ เทียนหอมอบ เป็นสูตรโบราณ เทียนหอมปัจจุบันราคาค่อนข้างสูง แต่ก็ต้องทำตามมาตรฐานเดิมทุกอย่าง เพื่อความหอมอร่อย

ขนมเปี๊ยะอบ เทียนเจ้านี้มีหลายไส้-หลายแบบ อาทิ ถั่ว-ไข่เค็ม, เผือก,พริกเผา, เผือก, ถั่วดำ, งาดำ และยังมีกะหรี่ปั๊บด้วยส่วนขนมเปี๊ยะที่ขายดีเป็นพิเศษก็เห็นจะเป็นไส้ถั่ว -ไข่เค็ม, เผือกและพริกเผา โดยขนมเปี๊ยะนั้นแม้ว่าในช่วงเศรษฐกิจซบเซาขาลงยอดขายก็ไม่เคยตก ยิ่งเป็นช่วงเทศกาลยิ่งทำขายกันแทบไม่ทัน

มาดูกันว่า “ขนมเปี๊ยะอบเทียน” บางเลนนั้น ทำกันอย่างไร ?

ครูสมทรงอธิบายว่า ทำเหมือนกับขนมเปี๊ยะทั่ว ๆ ไปคือ ต้องมี “แป้งใน” กับ “แป้งนอก”และ ต้องนวดแป้งในก่อน ซึ่งนวดผสมระหว่างแป้งสาลี 1 กก. และน้ำมันพืชหรือเนย 400 กรัม (ของครูสมทรงใช้น้ำมันพืช) เมื่อนวดจนเข้ากันแล้วให้แบ่งแป้งออกมาเป็นก้อนเล็ก ๆ ขนาดหัวแม่มือเตรียมไว้

ส่วนแป้งนอกผสมระหว่างแป้งสาลี 1.5 กก., น้ำมันพืช 800 กรัม, น้ำตาลทราย 300-400กรัม, เกลือนิดหน่อย และน้ำเปล่า 1,100 กรัมนวดด้วยเครื่องให้เข้ากันจนแป้งเนียน แล้วปั้นออกมาเป็นก้อน ๆขนาดเท่ากับหัวแม่มือเช่นเดียวกับแป้งใน

สำหรับ “ไส้ถั่วกวน”ใช้ เม็ดถั่วเขียวผ่าซีก 1 กก. แช่น้ำ 2-3 ชั่วโมง (ถ้าแช่น้ำร้อนจะดีมากเพราะถั่วจะนิ่ม) แล้วนำไปนึ่งให้สุก นำไปบดให้ละเอียดและกวนกับน้ำตาลทราย 700-800 กรัม และกะทิอีก 400 กรัม จนเข้ากันส่วนไข่เค็มนั้น ใช้ไข่แดงจากไข่เป็ดดิบนำไปนึ่งให้สุก

นำ แป้งในและแป้งนอกที่ปั้นเป็นก้อนกลมมารีดออกเป็นแผ่น ๆ วางทับซ้อนกันโดยแป้งนอกห่อแป้งใน รีดแล้วพับ พับแล้วรีด เพื่อให้เกิดชั้นขึ้นมาเมื่อได้ชั้นตามสมควรแล้วก็มาใส่ไส้ถั่วและไข่เค็ม ห่อปิดให้เรียบร้อยทาหน้าด้วยไข่แดงเพื่อเวลาอบสุกจะได้ออกมาเป็นสีเหลือง นวลน่ารับประทาน

อบด้วยความร้อน 250 องศาฯ ใช้เวลา 21 นาที

เมื่อ อบสุกแล้วนำออกมาผึ่งให้เย็นด้วยการเป่าพัดลม หรือผึ่งในห้องแอร์แล้วอบด้วยเทียนควั่นอีกประมาณ 1-3 ชั่วโมง เพื่อความหอมน่าทานและคงสไตล์แบบเดิม ซึ่งครูสมทรงบอกว่ายิ่งอบเทียนนานก็ยิ่งหอมอร่อยไม่ต้องใช้วิธีแต่งกลิ่นให้ เสียรสชาติ โดยจะอบเป็นถาดใส่ในตู้อบด้วยเทียนควั่นคราวละหลาย ๆ แท่ง

ใน ส่วนของ “ไส้เผือก”นั้น วิธีการทำใช้เผือกนึ่งสุกนำไปกวนกับกะทิและน้ำตาลทรายซึ่งวิธีทำเหมือนถั่ว กวนทุกอย่าง ขณะที่ “ไส้น้ำพริกเผา” นั้น ใช้ไก่บด(แทนหมู เพราะมีลูกค้าที่เป็นมุสลิม) ผัดกับน้ำพริกเผา กระเทียมและกุ้งแห้ง เมื่อผัดเข้ากันแล้ว ใส่ถั่วกวนลงไปผัดให้เข้ากันด้วย

จากสูตรแป้ง ขนมเปี๊ยะข้างต้น เป็นสูตรคร่าว ๆ ของการผสมแป้งซึ่งในการทำขายนั้น เมื่อนวดแป้งออกมาแล้ว แบ่งสูตรแป้งออกเป็นสูตรละ 550กรัม ซึ่งจะปั้นออกมาได้ประมาณ 120 ชิ้น โดยที่ราคาขายคือชิ้นละ 5 บาท

ต้อง มีความซื่อสัตย์ และรักษามาตรฐานให้ได้เหมือนเดิม ไม่ว่าต้นทุนจะสูงขึ้นไปมากเท่าใดก็ตาม
ครูสมทรงบอกเคล็ดลับการค้าขายขนม เปี๊ยะที่ยังขายดิบขายดีท่ามกลางเศรษฐกิจชะลอตัว

สนใจ“ขนมเปี๊ยะอบ เทียน” ครูสมทรง ติดต่อได้ที่ร้านอยู่ตรงข้ามธนาคารไทยพาณิชย์สาขาบางเลน จ.นครปฐม หรือโทรศัพท์0-3439-1376, 0-3430-2534 และ 08-1206-0041


สุภา รัตน์ ยอดศิริวิชัยกุล :รายงาน / จเร รัตนราตรี :ภาพ

จาก เดลินิวส์

"กระเพาะปลาน้ำแดง" "เพื่อสุขภาพ"เพิ่มจุดขาย !

การขายอาหารการกินใน ปัจจุบัน ไม่ว่าจะร้านเล็ก-ร้านใหญ่ นอกจาก ราคาเป็นธรรม ใส่ใจเรื่องความสะอาดแล้ว ควรให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพผู้บริโภคด้วย ซึ่งกับ “กระเพาะปลาน้ำแดงยอดมะพร้าว-แปะก๊วย” ที่ทีม “อาชีพเสริม สร้างรายได้” มีข้อมูลมานำเสนอวันนี้ ก็ใส่ใจสุขภาพลูกค้าจนเป็นจุดขายที่ดีทีเดียว...

“กระเพาะปลาน้ำแดง ยอดมะพร้าว-แปะก๊วย” เจ้านี้ ธรรมดาแต่ไม่ธรรมดาสำหรับคนรักสุขภาพ ผู้ปรุงขายนั้นเป็นอดีตข้าราชการของสถาบันมะเร็งฯในตำแหน่งโภชนากรดูแลอาหาร ผู้ป่วย เมื่อเกษียณอายุราชการแล้วก็เปิดกิจการเล็ก ๆ ขายกระเพาะปลาน้ำแดงยอดมะพร้าวฯ และก็เป็นที่นิยมของลูกค้ามากทีเดียว

อา รยา ปั้นพิพัฒน์ หรือ ป้าเจียม เจ้าของสูตร เล่าว่า ทำกระเพาะปลาน้ำแดงยอดมะพร้าว-แปะก๊วยขายมาตั้งแต่ พ.ศ. 2543 ก็เป็นเวลากว่า 9 ปีแล้ว กระเพาะปลาที่ทำขายนั้นนอกจากเน้นความอร่อยแล้วยังให้ความสำคัญเรื่องสุขภาพ ด้วย จะไม่ใส่เครื่องใน ใช้ยอดมะพร้าวแทนหน่อไม้ เสริมด้วยเม็ดแปะก๊วยซึ่งดีต่อสุขภาพ และจะไม่ใส่น้ำปลาและชูรส ที่สำคัญจะไม่ใส่สารกันบูด แต่แป้งก็ไม่มีการคืนตัว
สำหรับ อุปกรณ์ในการทำกระเพาะปลาน้ำแดงขายนั้น ถ้าทำขายเล็ก ๆ อุปกรณ์ การทำก็เป็นพวกเครื่องครัวต่าง ๆ เช่น เตาแก๊ส หม้อ จาน ฯลฯ และก็ควรต้องมีหม้อใส่กระเพาะปลาขายโดยเฉพาะด้วย

ส่วนสูตรและวิธีทำ กระเพาะปลาน้ำแดงยอดมะพร้าว-แปะก๊วยเจ้านี้ เริ่มที่ทำน้ำซุป โดยใส่น้ำสะอาดในหม้อเบอร์ 40 ต้มน้ำให้เดือด จากนั้นใส่โครงไก่หักครึ่ง 2 กก. รากผักชี 200 กรัม และพริกไทยดำ 200 กรัม ปรุงรสด้วยซอส 2 ถ้วย ซีอิ๊ว 1/2 ถ้วย และน้ำตาลกรวด 500 กรัม น้ำซุปนี้ต้มเคี่ยวประมาณ 3 ชั่วโมง

เมื่อ ขั้นตอนการต้มน้ำซุปเรียบร้อยแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนการทำกระเพาะปลาน้ำแดงยอดมะพร้าว-แปะก๊วย โดยใส่กระเพาะปลา 1,500 กรัม (แช่น้ำให้นุ่ม ต้มให้สุก ล้างด้วยน้ำเย็น บีบให้พอหมาด ๆ แล้วหั่นเป็นชิ้น ๆ) แล้วใส่ เห็ดหอม 300 กรัม (แช่น้ำให้นิ่ม และหั่นเป็นชิ้น ๆ เช่นกัน)

ใส่ยอดมะพร้าวหั่นต้ม 1.5 กก. จากนั้นค่อย ๆ ละลายแป้งท้าวยายม่อมและแป้งถั่วอย่างละ 200 กรัม กับน้ำในปริมาณที่พอประมาณ ดูว่าไม่ใสเกินไป-ไม่ข้นเกินไป ละลายแป้งแล้วก็ใส่ลงไปในหม้อ ตามด้วยใส่เลือดไก่ 5 ถ้วย ซึ่งต้องล้าง และต้มให้สุกเสียก่อน จากนั้นใส่ไข่นกกระทาต้ม 50 ฟอง เท่านี้ก็เรียบร้อยไปส่วนหนึ่ง

ในส่วนของเม็ดแปะก๊วยนั้น จากสูตรส่วนผสมข้างต้น จะใช้ประมาณ 1.5 กก. (ล้างให้สะอาด และต้มให้สุก) โดยจะแยกไว้ต่างหากไม่ใส่ผสมเลยทีเดียว และรวมถึงเส้นหมี่ลวกสุกกับผักชีหั่น ที่ก็แยกไว้เช่นกัน

นอกจากนี้ ก็ต้องเตรียมน่องไก่และปีกไก่ตุ๋น 2 กก. (การตุ๋นน่องไก่หรือปีกไก่นั้นให้นำลงต้มพร้อมกับน้ำซุปกระเพาะปลาให้สุก ก่อน เมื่อน่องไก่หรือปีกไก่สุกแล้วก็ให้ตักออกมาใส่หม้อตุ๋นอีกใบต่างหาก โดยตุ๋นด้วยน้ำซุปกระเพาะปลาที่แบ่งมา และปรุงรสด้วยซีอิ๊วดำพอประมาณ ตุ๋นไปจนงวดก็เป็นอันใช้ได้)

การขาย ก็ตักกระเพาะปลาใส่ถุงหรือชาม ขายชุดละ 25 บาท โดยกะปริมาณกระเพาะปลา ยอดมะพร้าว เส้นหมี่ และแป้ง ให้พอดี ๆ ใส่ไข่นกกระทา 2 ฟอง, น่องไก่หรือปีกไก่ 1 ชิ้น และเม็ดแปะก๊วยต้มจำนวนหนึ่ง โรยหน้าด้วยผักชีซอย และพริกไทย เสิร์ฟ-ขายพร้อมเครื่องปรุง อาทิ น้ำตาลทราย,จิ๊กโฉ่ว

จากปริมาณส่วน ผสมที่ว่ามาข้างต้นนั้น เจ้าของสูตรนี้บอกว่า ถ้าขายหมดจะมี รายได้ประมาณ 2,000 บาท โดยต้นทุนจะอยู่ที่ประมาณ 1,000 บาท ซึ่งก็นับว่าเป็นเมนูอาหารที่สร้างรายได้น่าสนใจทีเดียว

ใครสนใจ “กระเพาะปลาน้ำแดงยอดมะพร้าว-แปะก๊วย” สูตร ของป้าเจียม-อารยา อยากชิม หรือต้องการติดต่อไปออกร้าน ก็ติดต่อสอบถามไปได้ที่ โทร. 0-2526-5681, 08-1699-7505, 08-9484-7167 ส่วนใครที่ได้ไอเดียทำกินจากอาหารที่เน้นสรรพคุณเพื่อสุขภาพเป็นจุดขาย ก็รีบฝึกฝนเพื่อทำขาย อย่ารอช้า !!.

สุภารัตน์ ยอดศิริวิชัยกุล : รายงาน-----------ที่มา เดลินิวส์
กระดุม (1) กระเป๋าหนัง (1) กระเพาะปลาน้ำแดง (1) กระยาสารท (1) กับข้าวถุง (1) กาแฟชัก (1) การประกอบอาชีพอิสระ (1) การเพาะ เห็ด (1) ขนมเค้ก (1) ขนมโบราณทำเงิน (1) ขนมเปี๊ยะ (1) ขนมเปี๊ยะอบเทียน (2) ขยะ ลวด (1) ของฝาก (1) ขาย (1) ขายคล่อง (2) ขายความสนุก (1) ขายน้ำผลไม้ ปั่น (1) ขายปลาทูนึ่ง (1) ขายไอเดีย (1) ข้าวซอย (1) คลับแอสทีเรีย (1) เครื่องดื่ม (2) โคมไฟดินหอม (1) งาน (2) งานขายไอเดียราคาดี (1) งานประดิษฐ์ (2) งานผ่าน เน็ต (1) งานไม้ (1) งานเสริม (1) จ๊อปลาทู (1) จากดินญี่ปุ่น (1) ซองใส่มือถือ (1) ซาลาเปา (1) ซีฟู้ดกระทะ (1) โดนัทเค้ก (1) ติดตู้เย็น (1) ติดเสื้อ (1) ตุ๊กตา ถุงเท้า (1) ตุ๊กตาไทย (1) ตุ๊กตาไม้โย โย่-ล้มลุก (1) ตุ๊กตาโยโย่ (1) ตู้(เรือ)ปลา (1) ถักทอจินตนาการ (1) ถั่วแดงเย็น (1) ทองพับ (1) ทอลูกปัด (1) ทับทิม กรอบรวมมิตร (1) ทำธุรกิจอะไรดีจึงจะรวย (1) ทำไม่ยาก (1) ทำเองได้ (1) ที่ติดตู้ เย็น (1) ทุนต่ำ (1) เทียนหอมกัน ยุง (1) ธุรกิจแฟรนไชส์ (1) น่ารักๆ (1) น้ำ เงี้ยว (1) น้ำบ๊วย (1) บะหมี่-เกี๊ยว (1) บีบี (1) บุฟเฟ่ต์ (1) เบเกอรี่ (1) ประดิษฐ์ ดอกไม้ (1) ปาท๋องโก๋เกลียว (1) เป็นอาชีพเสริม (2) แปรรูปผลไม้ (1) ผีเสื้อ ใบยาง (1) พลิกแพลง (1) พวงมาลัยสบู่ (1) เพนท์สี (1) เพื่อสุขภาพ (1) มนุษย์ เงินเดือนมืออาชีพ (1) มีสูตรเด็ดขายที่ไหนก็รวย (1) แมงมุม (1) ย้อมผ้าแบบญี่ปุ่น (1) ยาโมโน ซาชิ (1) ยำทรงเครื่อง (1) รวย (1) รอง เท้านินจา (1) ราคาดี (2) รายได้ (1) รายได้พิเศษ (2) รายได้สวย สร้างรายได้ (4) รายได้เสริม (4) โรตีสไตล์พิซซ่า (1) ลองกอง (1) ลูกเดือยทอดกรอบ (1) ลูกหยีกวน (1) เลี้ยง ผึ้งจิ๋ว (1) วันแม่ (1) สมุนไพรทำเงิน (1) สร้างรายได้ (23) สร้างเลียนแบบ (1) สร้างอาชีพ (11) สินค้าแปรรูป (2) สูตรปักษ์ใต้ (1) ไส้แกง (1) หน้ากากบีบี (1) อาชีพ (1) อาชีพเสริม (29) อาชีพอิสระ (4) อาหารก๊อปปี้ (1) ไอเดียเก๋ไก๋ (1) ไอเดียแปลก (1) ไอศครีมทุเรียน (1) Happy Cake (1)

ผู้ติดตาม

..