แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สร้างอาชีพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สร้างอาชีพ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

‘ขายปลา ทูนึ่ง’ เงินงาม

ขาย “ปลาทูนึ่ง” เป็นอีกหนึ่งอาชีพเก่าแก่ที่จนวันนี้ก็ยังเป็น “ช่องทางทำกิน” ที่ดีของใครต่อใครมากมาย ซึ่งวันนี้ทางทีมงานคอลัมน์ช่องทางทำกินก็มีข้อมูลการทำอาชีพขายปลาทูนึ่งมา ให้ลองพิจารณากัน...

เจ๊ชุม-ประชุม อยู่ประเสริฐ และ เจ๊อี๊ด-นิภา อยู่ประเสริฐ สองพี่น้องผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการปลาทูนึ่ง ยึดอาชีพนึ่งปลาทูขายมาหลายสิบปี กับปลาทูแม่กลอง ที่มีเอกลักษณ์คือ “หน้างอ-คอหัก” รสชาติขึ้นชื่อ โดยทั้งสองร่วมกันเล่าว่า อาชีพนี้เป็นอาชีพดั้งเดิมของครอบครัว พอพ่อแม่เสียก็รับช่วงทำอาชีพนี้

“ปลา ทูแม่กลองจะมีความสด ใหม่ และกินอร่อย เพราะเป็นปลาที่นำมาจากทะเลวันต่อวัน ไม่มีการเก็บปลาไว้ค้างคืน แม่ค้าจะไปรับซื้อปลาที่ท่าเรือ เพื่อนำมาทำปลาทูนึ่ง ช่วงเวลาที่จะไปซื้อปลามานึ่งนั้นไม่แน่นอน เรือเข้า 2 โมงเช้า ก็ไป 2 โมงเช้า เรือเข้า 4 โมงเช้า ก็ไป 4 โมงเช้า รับปลามาแล้วก็เอาไปนึ่งทันที นึ่งเสร็จประมาณไม่เกินเที่ยงก็เอามาวางขายหน้าร้านได้เลย” เป็นกิจวัตรของคนขายปลาทูนึ่งเจ้านี้

เจ๊ชุมยังบอกอีกว่า ช่วงเทศกาลกินเจปลาแม่กลองจะยิ่งอร่อย ปลาจะมีชุกชุมและกำลังโตเป็นหนุ่มเป็นสาวเต็มตัว เอกลักษณ์ปลาทูแม่กลองต้องตัวเล็ก กินอร่อย เนื้อหวานกว่าปลาทูอินโดฯ ที่ตัวใหญ่กว่าแต่เนื้อจืด

สำหรับการทำอาชีพนึ่งปลาทูขายในภาพรวม นั้น อุปกรณ์ที่ใช้หลัก ๆ ก็มี... หม้อต้มปลาขนาดใหญ่ สั่งทำเฉพาะ, เต๊า หรือกระเตง (เป็นอุปกรณ์ที่มีลักษณะเป็นโครงเหล็กทรงกลม ที่ใช้เรียงเข่งปลา เพื่อนำปลาลงไปต้ม), หลัว (เข่งไม้สำหรับใส่เกลือเม็ด), เตาแก๊ส, เข่งไม้ไผ่, กะละมัง และทัพพี

ส่วนวัตถุดิบก็มี... ปลาทู, เกลือเม็ด, ใบตอง และน้ำสะอาด

หลายคนคงเข้าใจว่าที่เรียกว่า “ปลาทูนึ่ง” เพราะนำปลาไปนึ่ง แต่จริง ๆ แล้วปลาทูนึ่งไม่ใช่การนำปลาทูไปนึ่ง แต่จะนำปลาไปต้ม ที่เรียกว่าปลานึ่งนั้นเพราะเป็นคำที่คนโบราณเรียกกัน และเรียกต่อ ๆ กันมา

การ นึ่งหรือต้มปลาทู เจ๊ชุมได้ลงมือทำให้ดู โดยเริ่มจากนำปลาทูมาควักไส้ออก โดยการอ้าปากปลาทู แล้วดึงเหงือกปลาทูออกมา ไส้ทั้งหมดก็จะออกมาด้วย (ไส้ปลาทูก็ไม่ต้องทิ้ง เพราะจะมีคนมารับซื้อถึงที่บ้าน เพื่อนำไปหมักเป็นไตปลา และเอาไปเป็นเหยื่อปลา)

ควักไส้แล้วก็นำปลา ทูไปล้างน้ำให้สะอาด ก่อนจะจับปลาทูหักคอให้งอลง เพื่อที่ปลาจะได้อยู่ในเข่งอย่างสวยงาม ซึ่งจุดนี้ทำให้ปลาทูแม่กลองดูแตกต่างจากที่อื่น หลังจากเรียงปลาลงเข่งเรียบร้อยแล้ว ก็นำเข่งปลาทูมาเรียงลงเต๊า (1 เต๊าจะใส่เข่งปลาทูได้ประมาณ 70-80 เข่ง )

ถ้าใช้หม้อต้มขนาด 200 ลิตร จะต้องใส่น้ำลงไปประมาณ 3/4 ของหม้อ แล้วตักเกลือเม็ด 5 ขันใส่ลงไปต้ม พอน้ำเดือดใช้ทัพพีช้อนฟองออกให้สะอาด จากนั้นก็ยกเต๊าปลาทูลงต้มในหม้อ ประมาณ 5-6 นาที ก่อนจะยกเต๊าปลาลงให้ตักน้ำเกลือราดลงบนเข่งอีกครั้ง เพื่อให้ความชุ่มของเนื้อปลายังคงอยู่ ยกเต๊าลงวางให้สะเด็ดน้ำสักพัก และก่อนนำปลาทูเป็นเข่ง ๆ ออกไปขายก็ใช้ใบตองปิดหน้าปลาทูแต่ละชั้น ไม่ให้ปลาติดกัน

ก็เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการทำปลาทูนึ่ง ซึ่งเจ๊ชุมบอกว่า ปลาทูที่นึ่งใหม่ ๆ จะมีกลิ่นหอมชวนรับประทาน และจะน่าทานยิ่งขึ้นถ้าปลาตัวอวบอ้วน เนื้อนุ่มแน่น ไม่ยุ่ย ท้องและผิวไม่ถลอก

เรื่องรายได้ ถ้าใช้ปลาทูสดประมาณ 100 กก. พอขายหมดเพื่อหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จะเหลือเป็นค่าเหนื่อยประมาณ 200-300 บาท หรือถ้ามากหน่อยก็ประมาณ 400-500 บาท แล้วแต่ราคาปลาสดแต่ละช่วง

ขณะ ที่ราคาขายให้ลูกค้า ขึ้นอยู่กับไซซ์หรือขนาดของปลา ถ้าเข่งหนึ่งมี 2 ตัว ขายราคา 3 เข่ง 100 บาท ไซซ์รองลงมาก็ 4 เข่ง 100 บาท และไซซ์เล็ก 5-6 เข่ง 100 บาท

อาชีพขายปลาทูนึ่งเจ้านี้อยู่ที่ตลาดแม่กลอง เป็นปลาทูนึ่งเรือโป๊ะ สด ๆ ของอ่าวแม่กลอง ร้านอยู่หน้าร้านโอ้วแซเซ้ง ตรงข้ามวินมอเตอร์ไซค์ 5 พลัง เดินตรงไปอีกนิดก็จะเจอร้านปลาทูนึ่ง “เจ๊ชุม” จะอยู่ติดกับร้านกุยช่ายทอดและร้านของดองเจ๊หมวย ทั้งสองร้านเป็นเจ้าเดียวกันเพียงแต่แยกกันขาย ใครสนใจติดต่อเจ๊ชุม โทร. 08-1995-6163 ส่วนเจ๊อี๊ด โทร. 08-7919–3071 ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ

ขาย “ปลาทูนึ่ง” เป็นอาชีพเฉพาะถิ่นก็จริงอยู่ แต่หากใครสนใจ ไม่ได้อยู่ไกลจากแหล่งปลาสดมากจนเกินไป ก็ใช่ว่าจะไม่สามารถทำขายได้ และนี่ก็เป็นอีก “ช่องทางทำกิน” ที่ไม่อาจมองข้าม.

ที่มา เด ลินิวส์
เชาวลี ชุมขำ

รายได้เสริม ขนมเปี๊ยะอบเทียน

“ช่องทางทำกิน” วันนี้ทางทีมงานมีข้อมูลเกี่ยวกับ “ขนมเปี๊ยะ”มานำเสนอกันอีกครั้ง-อีกรูปแบบ เป็น “ขนมเปี๊ยะอบเทียน” สูตรโบราณ แห่งจ.นครปฐม ที่มีผู้ติดอกติดใจในรสชาติไม่น้อยเลย…

สม ทรง นาคศรีสังข์ เจ้าของขนมเปี๊ยะอบเทียน “ครูสมทรง” ใน อ.บางเลน จ.นครปฐม เล่าว่า ทำขนมเปี๊ยะอบเทียนมานาน 7-8 ปีแล้วเริ่มทำตั้งแต่สมัยยังรับราชการเป็นครู โดยมีเพื่อนสอนให้และส่วนตัวก็เป็นคนชอบทำขนมและอาหารเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ดังนั้นการทำขนมเปี๊ยะจึงเป็นเรื่องไม่ยากเกิน

ที่เลือกขนมเปี๊ยะมา ใช้ค้าขาย เพราะว่าวัตถุดิบอย่างแป้ง ถั่ว เก็บได้ไม่เสียไม่เหมือนกับค้าขายอาหารอีกหลายอย่างที่เก็บไว้นานไม่ได้ เพราะของจะเสียและไข่เค็มที่ต้องใช้ด้วยนั้นในบางเลนก็หาได้ง่ายมากจึงสะดวก ที่จะเลือกทำขนมเปี๊ยะขาย ซึ่งช่วงหลัง ๆ สุขภาพไม่ค่อยดีจึงเออรี่รีไทร์จากข้าราชการมาค้าขายเต็มตัว

ใช้ เทียนหอมอบ เป็นสูตรโบราณ เทียนหอมปัจจุบันราคาค่อนข้างสูง แต่ก็ต้องทำตามมาตรฐานเดิมทุกอย่าง เพื่อความหอมอร่อย

ขนมเปี๊ยะอบ เทียนเจ้านี้มีหลายไส้-หลายแบบ อาทิ ถั่ว-ไข่เค็ม, เผือก,พริกเผา, เผือก, ถั่วดำ, งาดำ และยังมีกะหรี่ปั๊บด้วยส่วนขนมเปี๊ยะที่ขายดีเป็นพิเศษก็เห็นจะเป็นไส้ถั่ว -ไข่เค็ม, เผือกและพริกเผา โดยขนมเปี๊ยะนั้นแม้ว่าในช่วงเศรษฐกิจซบเซาขาลงยอดขายก็ไม่เคยตก ยิ่งเป็นช่วงเทศกาลยิ่งทำขายกันแทบไม่ทัน

มาดูกันว่า “ขนมเปี๊ยะอบเทียน” บางเลนนั้น ทำกันอย่างไร ?

ครูสมทรงอธิบายว่า ทำเหมือนกับขนมเปี๊ยะทั่ว ๆ ไปคือ ต้องมี “แป้งใน” กับ “แป้งนอก”และ ต้องนวดแป้งในก่อน ซึ่งนวดผสมระหว่างแป้งสาลี 1 กก. และน้ำมันพืชหรือเนย 400 กรัม (ของครูสมทรงใช้น้ำมันพืช) เมื่อนวดจนเข้ากันแล้วให้แบ่งแป้งออกมาเป็นก้อนเล็ก ๆ ขนาดหัวแม่มือเตรียมไว้

ส่วนแป้งนอกผสมระหว่างแป้งสาลี 1.5 กก., น้ำมันพืช 800 กรัม, น้ำตาลทราย 300-400กรัม, เกลือนิดหน่อย และน้ำเปล่า 1,100 กรัมนวดด้วยเครื่องให้เข้ากันจนแป้งเนียน แล้วปั้นออกมาเป็นก้อน ๆขนาดเท่ากับหัวแม่มือเช่นเดียวกับแป้งใน

สำหรับ “ไส้ถั่วกวน”ใช้ เม็ดถั่วเขียวผ่าซีก 1 กก. แช่น้ำ 2-3 ชั่วโมง (ถ้าแช่น้ำร้อนจะดีมากเพราะถั่วจะนิ่ม) แล้วนำไปนึ่งให้สุก นำไปบดให้ละเอียดและกวนกับน้ำตาลทราย 700-800 กรัม และกะทิอีก 400 กรัม จนเข้ากันส่วนไข่เค็มนั้น ใช้ไข่แดงจากไข่เป็ดดิบนำไปนึ่งให้สุก

นำ แป้งในและแป้งนอกที่ปั้นเป็นก้อนกลมมารีดออกเป็นแผ่น ๆ วางทับซ้อนกันโดยแป้งนอกห่อแป้งใน รีดแล้วพับ พับแล้วรีด เพื่อให้เกิดชั้นขึ้นมาเมื่อได้ชั้นตามสมควรแล้วก็มาใส่ไส้ถั่วและไข่เค็ม ห่อปิดให้เรียบร้อยทาหน้าด้วยไข่แดงเพื่อเวลาอบสุกจะได้ออกมาเป็นสีเหลือง นวลน่ารับประทาน

อบด้วยความร้อน 250 องศาฯ ใช้เวลา 21 นาที

เมื่อ อบสุกแล้วนำออกมาผึ่งให้เย็นด้วยการเป่าพัดลม หรือผึ่งในห้องแอร์แล้วอบด้วยเทียนควั่นอีกประมาณ 1-3 ชั่วโมง เพื่อความหอมน่าทานและคงสไตล์แบบเดิม ซึ่งครูสมทรงบอกว่ายิ่งอบเทียนนานก็ยิ่งหอมอร่อยไม่ต้องใช้วิธีแต่งกลิ่นให้ เสียรสชาติ โดยจะอบเป็นถาดใส่ในตู้อบด้วยเทียนควั่นคราวละหลาย ๆ แท่ง

ใน ส่วนของ “ไส้เผือก”นั้น วิธีการทำใช้เผือกนึ่งสุกนำไปกวนกับกะทิและน้ำตาลทรายซึ่งวิธีทำเหมือนถั่ว กวนทุกอย่าง ขณะที่ “ไส้น้ำพริกเผา” นั้น ใช้ไก่บด(แทนหมู เพราะมีลูกค้าที่เป็นมุสลิม) ผัดกับน้ำพริกเผา กระเทียมและกุ้งแห้ง เมื่อผัดเข้ากันแล้ว ใส่ถั่วกวนลงไปผัดให้เข้ากันด้วย

จากสูตรแป้ง ขนมเปี๊ยะข้างต้น เป็นสูตรคร่าว ๆ ของการผสมแป้งซึ่งในการทำขายนั้น เมื่อนวดแป้งออกมาแล้ว แบ่งสูตรแป้งออกเป็นสูตรละ 550กรัม ซึ่งจะปั้นออกมาได้ประมาณ 120 ชิ้น โดยที่ราคาขายคือชิ้นละ 5 บาท

ต้อง มีความซื่อสัตย์ และรักษามาตรฐานให้ได้เหมือนเดิม ไม่ว่าต้นทุนจะสูงขึ้นไปมากเท่าใดก็ตาม
ครูสมทรงบอกเคล็ดลับการค้าขายขนม เปี๊ยะที่ยังขายดิบขายดีท่ามกลางเศรษฐกิจชะลอตัว

สนใจ“ขนมเปี๊ยะอบ เทียน” ครูสมทรง ติดต่อได้ที่ร้านอยู่ตรงข้ามธนาคารไทยพาณิชย์สาขาบางเลน จ.นครปฐม หรือโทรศัพท์0-3439-1376, 0-3430-2534 และ 08-1206-0041


สุภา รัตน์ ยอดศิริวิชัยกุล :รายงาน / จเร รัตนราตรี :ภาพ

จาก เดลินิวส์

‘ทองพับ แคลเซียม’ เพิ่มคุณค่า-เพิ่มจุดขาย

ขนมธรรมดา สามารถทำให้ไม่ธรรมดาได้ด้วยการนำคุณค่าทางอาหารมาเสริมเข้าไป ทำให้ขนมไทยกลายเป็นอาหารสุขภาพ กลายเป็น “ช่องทางทำกิน” ที่สนใจมากขึ้น อย่างเช่น “ทองพับเสริมแคลเซียม”

ปลั่ง เสนาะคำ เจ้าของผลิตภัณฑ์ “ทองพับเสริมแคลเซียม” ยี่ห้อ “คุณย่าปลื้ม” เล่าว่า เดิมเปิดร้านข้าวแกงและของชำ ต่อมาเข้าร่วมโครงการกับสถาบันวิจัยโภชนาการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์อาหารว่าง สุขภาพ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งก็ได้เลือกทำทองพับเสริมแคลเซียม และกลายมาเป็นรายได้เสริมที่ดีทีเดียว

การทำทองพับเสริมแคลเซียมนั้น อุปกรณ์ที่ใช้มี อาทิ ชามผสม ที่ตีไข่ เกรียงแซะอาหาร กระชอนร่อนแป้ง ถ้วยตวง ช้อนตวง และเครื่องพิมพ์ปิ้งทองพับไฟฟ้า 2 หัว ส่วนวัตถุดิบ ได้แก่ แป้งสาลีอเนกประสงค์ 700 กรัม, น้ำตาลทราย 300 กรัม ต้มเป็นน้ำเชื่อมได้ 1 กก., เกลือไอโอดีน 10 กรัม, กะทิมะพร้าว 500 กรัม, นมถั่วเหลืองต้มไม่ใส่น้ำตาล 500 มล. (ใช้ทดแทนกะทิร้อยละ 50 เพื่อลดปริมาณไขมันอิ่มตัว), น้ำปูนใส 150 กรัม, ไข่ไก่ 6 ฟองเล็ก, งาดำคั่ว 50 กรัม, น้ำเปล่า 720 มล. และ ไตรแคลเซียมฟอสเฟต 15.6 กรัม (ผงแคลเซียม)

ปริมาณส่วนผสมข้างต้น เป็นแป้งที่เตรียมไว้ทั้งหมด 5 สูตร แต่แบ่ง 4 ส่วนใช้กับแต่ละรส รสละ 1 ส่วน ซึ่งเมื่อผสมออกมาแล้วจะได้ส่วนผสมแป้งที่เมื่อแบ่งออกเป็น 4 ส่วน จะได้ส่วนละประมาณ 760 กรัม

4 รสที่ว่าก็มี รสกล้วยหอม ใช้กล้วยหอมสุกงอม 300 กรัม ผสมแป้ง 1 ใน 4 ส่วน, รสเผือก ใช้เผือกต้มบดละเอียด 300 กรัม, รสฟักทอง ใช้ฟักทองต้มบดละเอียด 300 กรัม และ รสดั้งเดิม ไม่ต้องผสมอะไร

การใช้กล้วย, เผือก และฟักทอง เป็นการดัดแปลงให้เพิ่มคุณค่าสารอาหารที่เป็นประโยชน์อื่น ๆ ได้ด้วย

วิธี ทำ เริ่มที่แช่ปูนที่กินกับหมาก 0.5 กก. กับน้ำสะอาดในปริมาณที่ให้ท่วมปูนอีก 4 เท่า คนให้ละลาย ตั้งทิ้งไว้ให้ใส ตักส่วนที่ใสไว้ใช้ นำแป้งสาลีมาร่อนด้วยตะแกรง 1 ครั้งก่อนนำไปผสมกับผงแคลเซียม คนให้เข้ากัน ไม่ต้องร่อน เพราะผงแคลเซียมจะติดตะแกรงง่าย นำน้ำตาลไปต้มกับน้ำ เคี่ยวเป็นน้ำเชื่อมให้ได้ 500 มล.

จากนั้นผสมแป้งกับกะทิ นมถั่วเหลือง น้ำเชื่อม น้ำปูนใส ใช้ที่ตีไข่กวนผสมให้เนียนเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน และตามด้วยไข่ไก่ ตอกรวมตีให้แตกก่อนนำไปใส่รวมในส่วนผสม ใส่ไข่ลงในส่วนผสม แล้วคนให้ส่วนผสมเข้ากันจนเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน ตามด้วยการใส่เกลือป่น งาคั่ว ลงไปในส่วนผสม

สำหรับการเตรียมรส ไม่ว่าจะเป็นเผือก ฟักทอง กล้วยหอม แต่ละรสก็ผสมกับส่วนผสมแป้ง 1 ใน 4 ส่วน กวนผสมแป้งกับรสต่าง ๆ ให้เนียนจนเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน

หรือถ้าจะทำเป็น รสผักหวาน ก็ล้างผักให้สะอาด หั่นฝอย นำไปอบไฟอ่อนประมาณ 45 นาที ให้น้ำหนักเหลือ 1 ใน 3 หรือจะทำเป็น รสใบมะรุม อันนี้ไม่ต้องหั่นฝอย รูดใบแล้วนำไปอบได้ ซึ่งการอบช่วยให้ใบผักแห้งสนิท นำไปใช้โรยหน้าทองพับขณะปิ้ง

ขั้นตอน การปิ้งทองพับ เริ่มที่เปิดเครื่องพิมพ์ทองพับไฟฟ้า ตั้งอุณหภูมิที่ 80 องศาเซลเซียส รอให้เครื่องร้อนก่อนใช้ โดยหมั่นคนส่วนผสมให้เข้ากันทุกครั้งก่อนที่จะตักแป้งหยอดใส่พิมพ์ เพื่อให้ได้ส่วนผสมสม่ำเสมอทุกแผ่น เพราะแป้งจะตกตะกอนนอนก้น ใช้น้ำมันพืชทาพิมพ์เล็กน้อย จากนั้นจึงค่อยตักแป้งหยอดลงบริเวณกลาง ๆ พิมพ์ ปิดพิมพ์เบา ๆ เพื่อไล่แป้งให้กระจายสม่ำเสมอทั่วพิมพ์ก่อน จึงค่อยออกแรงกดพิมพ์ให้แน่น จะได้แผ่นทองพับที่บาง ปิ้งไฟไว้จนแป้งขนมสุกและมีกลิ่นหอม จึงใช้เกรียงแซะขนมออกจากพิมพ์

การ ปิ้งขนมให้กรอบอร่อยให้สังเกตสีขนม ควรมีสีเหลืองออกน้ำตาลอ่อนเล็กน้อย เมื่อขนมสุกแล้ว ผึ่งไว้ให้เย็นก่อนบรรจุถุงพลาสติกใส ปิดปากถุงด้วยเครื่องรีด เก็บในปี๊บขนม จะเก็บได้นานประมาณ 1 เดือน

สำหรับ สูตรที่ระบุมาข้างต้น ถ้าทำ 4 รส จะได้ขนมรสละประมาณ 60 แผ่น น้ำหนักแผ่นละประมาณ 6 กรัม จะได้ขนมทั้งหมดประมาณ 240 ชิ้น ใส่ถุงจำหน่ายถุงละ 17 ชิ้น ขายราคาถุงละ 20 บาท ขายหมดจะได้ 280 บาท โดยมีต้นทุนวัตถุดิบประมาณ 70-80 บาท

ผลิตภัณฑ์ “ทองพับเสริมแคลเซียม” เจ้านี้ขายอยู่ที่บ้านเลขที่ 22 หมู่ 3 ต.ดอนแฝก อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม โทร. 0-3423-9898 ส่วนสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ยังมีสูตรอาหารว่างสุขภาพอีกหลายชนิด ใครสนใจสอบถามไปที่ อ.อรพินท์ บรรจง โทร. 0-2800-2380 ต่อ 314 (ในวันและเวลาราชการ).

สุภา รัตน์ ยอดศิริวิชัยกุล : รายงาน


ที่มา เดลินิวส์

‘อาหารก๊อปปี้’ สร้างเลียนแบบ ขายดีสุดๆ

ของไม่จริง...แต่ทำเงินได้จริง

ก๊อบปี้-ลอก เลียนแบบ กับหลาย ๆ อย่างผิดกฎหมาย แต่กับบางอย่างก็เป็นช่องทางทำเงินที่ถูกกฎหมาย แถมทำเงินได้น่าทึ่ง อย่างเช่นงาน “โมเดลอาหารจำลอง” ที่เป็น “ช่องทางทำกิน” ที่น่าสนใจ...

“นิธิ นันท์ ธนันศิริเชษฐ์” เจ้าของร้านกิ๊ฟท์เก๋ มีอาชีพรับบริการผลิตโมเดล “อาหารจำลอง” เจ้าตัวเล่าว่า จากการที่ร้านอาหารต่าง ๆ เกิดความต้องการโมเดลอาหารจำลอง เพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการวางโชว์สินค้าที่เป็นของจริง ๆ ซึ่งระยะแรกจะเป็นการนำเข้าจากต่างประเทศเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่เนื่องจากระยะหลังร้านอาหารไทยแท้ ๆ ก็ต้องการใช้ ขณะที่โมเดลนำเข้าส่วนใหญ่จะเป็นอาหารต่างประเทศ จึงคิดกันว่าในบ้านเราก็มีคนทำที่มีฝีมืออยู่ จึงคิดว่าน่าจะสามารถนำมาพัฒนาเป็นธุรกิจได้ จึงตัดสินใจลงมือทำอาชีพนี้

งาน โมเดลอาหารจำลองนี้เริ่มแพร่หลายมาจากประเทศญี่ปุ่น ส่วนในประเทศไทยส่วนใหญ่จะเป็นที่รู้จักจากวงการโฆษณาในรูปแบบของการทำ ม็อคอัพ (Mockup) ซึ่งเริ่มนิยมในระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยระยะแรกยังไม่ค่อยมีกระแสตอบรับมากนัก เนื่องจากร้านค้าและลูกค้ายังมีทัศนคติแง่ลบกับอาหารจำลองอยู่ ต่อมาเมื่อเศรษฐกิจเริ่มไม่ดี ลูกค้าต่างก็พยายามลดต้นทุน ซึ่งอาหารที่วางโชว์หน้าร้านก็ถือเป็นต้นทุน จึงทำให้อาหารจำลองได้รับความนิยม เรียกว่าสวนกระแสสินค้าอื่น ๆ เลยทีเดียว

“หลัง เศรษฐกิจขาลง ลูกค้าก็เพิ่มขึ้น เพราะลูกค้าต้องการตัดค่าใช้จ่ายในการใช้วัตถุดิบจริงหรืออาหารจริงมาโชว์ อีกเรื่องคืออายุการใช้งาน อาหารจริงที่นำมาวางโชว์จะมีระยะเวลาใช้งานไม่นาน ขณะที่อาหารจำลองสามารถเก็บได้ไม่ต่ำกว่า 5 ปี หากลูกค้าไม่เปลี่ยนเมนูไปเสียก่อน”

รูปแบบสินค้า นิธินันท์บอกว่า หลัก ๆ ก็จะแบ่งประเภทเป็น อาหารคาว (แบ่งออกเป็น อาหารไทย อาหารต่างประเทศ) อาหารหวาน และ เครื่องดื่ม นอกจากนี้ก็ยังมีโมเดลจำลองที่เป็นวัตถุดิบของร้านอาหาร อาทิโมเดลรูป ไก่, เป็ด, หมูย่าง, หมูกรอบ, หมูแดง, ผัก และผลไม้ โดยกลุ่มลูกค้ามีทั้งร้านอาหารในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงบริษัทโฆษณาที่ต้องการสินค้าจำลองสำหรับใช้ในการถ่ายทำโฆษณา

ช่อง ทางการจำหน่ายโมเดล “อาหารจำลอง” นอกจากเปิดหน้าร้านแล้ว ก็ยังมีการใช้ระบบไอที-อินเทอร์เน็ตเข้ามาช่วยด้วย โดยมีการจัดทำเว็บไซต์ www.giftkaeshopping.com สำหรับติดต่อกับลูกค้า โดยลูกค้าสามารถส่งภาพถ่ายที่ต้องการทำมาให้ทางร้านได้ด้วยวิธีนี้

เมนู อาหารจำลองแต่ละเมนู ใช้ระยะเวลาในการทำราว 10 วัน หรือขึ้นอยู่กับความยากง่าย สำหรับราคาจำหน่ายชิ้นงานสำเร็จรูป และรับสั่งทำโมเดลอาหารจำลอง นิธินันท์บอกว่า เริ่มตั้งแต่ชิ้นละ 7 บาท ไปจนถึงชิ้นละ 10,000 บาท ขึ้นกับขนาด ความยากง่ายของชิ้นงานเป็นสำคัญ

ทุน เบื้องต้นธุรกิจนี้ อยู่ที่ประมาณ 5,000-10,000 บาท ขึ้นอยู่กับกลุ่มลูกค้า-รูปแบบสินค้าที่ทำ โดยถ้าหากต้องการทำชิ้นงานที่มีขนาดใหญ่และมีความละเอียดมาก ก็อาจจำเป็นต้องลงทุนในเรื่องของอุปกรณ์มากหน่อย โดยวัสดุและอุปกรณ์ที่ใช้ ก็เช่น คัตเตอร์, กรรไกร, เรซิ่นเหลว, ดินญี่ปุ่น, พู่กันสำหรับระบายสี หรือเครื่องพ่นแอร์บรัช กรณีทำงานชิ้นใหญ่-งานที่มีความละเอียดมาก

ส่วน ทุนวัตถุดิบจะอยู่ที่ประมาณ 50% ของราคาขาย

“เครื่องมือที่ใช้ทำ อาหารจำลองนี้ ก็เหมือนเครื่องมือที่ใช้ในงานปั้นหรือดอกไม้ประดิษฐ์จากดินญี่ปุ่น ซึ่งถ้าหากใครที่มีทักษะงานดอกไม้ประดิษฐ์จากดินก็สามารถหัดทำได้ไม่ยาก เพราะใช้ทักษะเดียวกัน เพียงแต่อาศัยจินตนาการมากกว่า โดยอาจใช้ภาชนะสำหรับใส่อาหารจริงเพื่อเพิ่มความสมจริงของชิ้นงานได้ด้วย”

ขั้น ตอนการทำ เริ่มจากการขึ้นแบบ อาจใช้วิธีแกะแบบโดยใช้การหล่อจากอาหารหรือวัตถุดิบจริง เพื่อขึ้นรูปเป็น “โมล” หรือ “แบบพิมพ์” หรืออาจใช้วิธีปั้นขึ้นรูปจากดินญี่ปุ่น หรือแกะโฟมขึ้นรูปเพื่อเป็นส่วนประกอบต่าง ๆ ไว้ก่อนล่วงหน้า ก่อนจะประกอบเป็นชิ้นงานอีกที ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับขนาดและความถนัด

เมื่อ ได้แบบพิมพ์แล้ว ก็หล่อ เรซิ่นเพื่อขึ้นรูป ส่วนประกอบสำคัญของเมนูอาหารจำลองนั้น ๆ โดยอาจทำเป็นส่วนประกอบต่าง ๆ ให้เสร็จก่อน จากนั้นจึงค่อย ๆ นำมาบรรจงจัดวาง ซึ่งมีขั้นตอนคล้ายกับการทำอาหารจริงเช่นกัน ทำการลงสีส่วนประกอบต่าง ๆ ตามต้องการ โดยเน้นที่ความสมจริง แล้วทำการเทเรซิ่นเหลวปิดทับเพื่อเชื่อมส่วนประกอบต่าง ๆ ให้ติดกันเป็นเนื้อเดียว เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำ

“งานโมเดลอาหาร จำลองนี้ โอกาสที่ไอเดียจะตันแทบไม่มี เนื่องจากรูปแบบส่วนใหญ่ลูกค้าเป็นคนคิด เรามีหน้าที่ผลิตตามความต้องการของลูกค้า แต่ก็อาจจะให้คำแนะนำลูกค้าบางเรื่อง เกี่ยวกับองค์ประกอบ การให้สี การจัดวาง ซึ่งจุดที่สำคัญสำหรับคนทำอาชีพนี้คือต้องซื่อสัตย์ เพราะหากใช้วัสดุไม่ดี ขี้เหนียววัสดุในการทำก็อาจมีผลต่อหน้าตาสินค้าของลูกค้า” เจ้าของธุรกิจผลิต “อาหารจำลอง” กล่าวแนะนำทิ้งท้าย

สนใจงานของ นิธินันท์ ร้านกิ๊ฟท์เก๋อยู่ที่ เจ.เจ.มอลล์ ชั้น 2 ห้อง s302 โทร. 08-4940-7995 หรือดูในเว็บไซต์ ซึ่งนี่ก็เป็นอีกอาชีพของคนช่างคิดช่างทำ ก๊อบปี้จากของจริงที่ถูกกฎหมาย และทำเงินงาม.

ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ : รายงาน

'ยาโมโน ซาชิ' ย้อมผ้าแบบญี่ปุ่นสร้างอาชีพ

เก็บตกจากงาน ประชุมวิชาการนานาชาติครั้งที่ 1 ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร (มทร.พระนคร) เมื่อ 13-16 ก.ค.ที่ผ่านมา นอกจากด้านวิชาการแล้วยังมีการอบรมวิชาชีพต่าง ๆ รวมถึง “เทคนิคย้อมผ้ายาโมโนซาชิ (Yamonoshashi)” ของญี่ปุ่น ที่สามารถจะเป็น “ช่องทางทำกิน” ในไทยได้...

เทคนิคการย้อมผ้า “ยาโมโนซาชิ” เป็นการย้อมผ้าที่ไม่ต้องใช้น้ำ และไม่ต้องใช้ความร้อนจากเตาไฟ โดยใช้สีสำเร็จจากกระดาษคาร์บอน และใช้ความร้อนจากเตารีด โดยที่สีนั้นจะทนทาน ไม่หลุด ซึ่งเจ้าหน้าที่จากวอยซ์ ฮอบบี้ คลับ แจกแจงว่า คนญี่ปุ่นจะให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมาก ไม่อยากให้มีน้ำเสีย จึงใช้เทคนิคย้อมผ้าแบบนี้ และเทคนิคนี้ยังประหยัดเวลาและพลังงาน

เทคนิค นี้เริ่มต้นที่การเตรียมผ้า ซึ่งย้ำว่าจะต้องเป็น ผ้าโพลีเอสเตอร์ 100% ซึ่งจะดูดซับสีได้ดีที่สุด หรืออาจจะเป็นผ้าโพลีเอสเตอร์ปนกับผ้าฝ้าย (คอตตอน) ก็ได้ แต่จะต้องเป็นสัดส่วนผ้าโพลีเอสเตอร์อย่างน้อย 70% หากมีสัดส่วนของเนื้อผ้าฝ้ายมากสีที่ย้อมออกมาอาจจะหม่น โดยราคาของผ้าโพลีเอสเตอร์นั้นที่ญี่ปุ่นจะค่อนข้างแพงมาก แต่ถ้าเป็นโพลีเอสเตอร์ในไทยราคาอย่างต่ำเมตรละ 30 บาท ซึ่งก็เป็นราคาที่ไม่แพงนัก

สำหรับ กระดาษย้อมผ้า มี 2 ขนาดคือ ขนาดกระดาษ A5 และขนาด B4 ซึ่งมี 2 แบบ คือ สีพื้น ซึ่ง 1 ชุดจะมี 5 สี 5 แผ่น ต้นทุนส่วนนี้อยู่ที่ 285 บาท และนอกจากนี้ ยังมีกระดาษย้อมผ้าแบบที่เป็นลวดลาย

อุปกรณ์ชิ้นต่อมาคือ ตัวเจาะกระดาษ ให้เป็นลายต่าง ๆ อาทิ ดาว ดอกไม้ ปลา หัวใจ ฯลฯ ซึ่งราคาตัวเจาะนี้อยู่ที่ชิ้นละ 100 กว่าบาท หรืออาจจะวาดเองก็ได้ วาดใส่กระดาษย้อมผ้าแล้วนำมาตัด หรืออีกเทคนิคคือ การใช้ใบไม้ อาทิ ใบเมเปิลสด นำมารีดให้แห้ง ให้ละอองน้ำออกไป แล้วนำมาใช้ในลักษณะเป็นตัวกั้นสี

นอกจากนี้ ยังมีลายที่เป็นที่นิยมคือการฉีกกระดาษเอง เป็นรูปดอกไม้ลักษณะ 5 แฉก หรือเป็นรูปดอกไม้แบบกลม ๆ ก็ได้ ถ้าเป็นลายการ์ตูนก็ยากขึ้นหน่อย ซึ่งตรงนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละคน

วิธีทำนั้น เมื่อเตรียมผ้าแล้ว เช่นจะทำเป็นผ้าเช็ดหน้า ใช้ผ้าโพลีเอสเตอร์ขนาด 30 x 30 เซนติเมตร รีดผ้าให้เรียบก่อน ซึ่งจะต้องรองรีดหลายชั้นหน่อย ตั้งแต่ไม้กระดาน ผ้ารองรีด (ผ้าสักหลาดสีแดง) และหนังสือพิมพ์ ซึ่งหนังสือพิมพ์ต้องใช้แบบที่หมึกพิมพ์ไม่เลอะเทอะ หรืออาจจะใช้กระดาษอื่นแทนก็ได้

เมื่อรีดผ้าเสร็จแล้วก็วางผ้าลง จัดเรียงลวดลายจากกระดาษย้อมผ้าบนผืนผ้าให้เรียบร้อย ซึ่งการออกแบบลวดลายนั้นก็สุดแท้แต่ความต้องการหรือจินตนาการของแต่ละคน แต่จะต้องวางด้านที่มีสีลงบนผ้า จากนั้นวางกระดาษหนังสือพิมพ์หรือกระดาษขาวธรรมดาลงบนลวดลายอีกชั้น เมื่อเตารีดร้อนแล้วก็รีดทับลงไป ซึ่งระยะเวลาที่รีดนั้นจะใช้ประมาณ 40 วินาทีก็เสร็จเรียบร้อย แต่ถ้าต้องการให้สีติดมากกว่านี้ อาจจะเพิ่มเวลาลงไปอีกเล็กน้อยก็ได้ โดยสำหรับกระดาษย้อมผ้าดังกล่าวนี้จะใช้ได้อย่างน้อย 2 ครั้ง และอย่างมาก 4 ครั้ง

นอกจากนี้ยังมีเทคนิคการใช้สีแบบเดียวกัน แต่เป็นในลักษณะสีหลอด ผสมกับน้ำแล้ววาดด้วยพู่กัน เขียนภาพหรือตัวอักษรลงบนกระดาษเขียนพู่กันจีน จากนั้นนำไปรีดบนผ้า ก็จะได้ลายตามที่ต้องการ

เพิ่มเติมเทคนิคใบไม้ที่กล่าวไว้ข้างต้น ใบไม้สำหรับกั้นสีนั้นหมายความว่าเราจะต้องวางใบไม้ลงบนผ้าเสียก่อน จากนั้นวางกระดาษย้อมผ้าลงไป ทับด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์อีกชั้น เมื่อรีดออกมาแล้วก็จะได้ลายของใบไม้ โดยพื้นที่รูปใบไม้จะเป็นสีขาวเพราะไม่โดนสี จากนั้นพลิกใบไม้อีกด้านหนึ่งลงบนพื้นสีขาวตรงนั้น วางกระดาษทับอีก แล้วรีดลงไป ก็จะได้สีของเส้นใยใบไม้บนผืนผ้า

เทคนิคการย้อมผ้าแบบ นี้หากฝึกทำจนเชี่ยวชาญแล้ว สามารถจะทำเป็นอาชีพได้ สามารถใช้กระดาษย้อมผ้านี้ได้กับรูปแบบของผ้าหลาย ๆ ประเภท อาทิ เสื้อ ผ้าเช็ดหน้า กระเป๋า ผ้ากันเปื้อน ฯลฯ ซึ่งราคาขายชิ้นงานนั้นก็ตั้งตามความเหมาะสม ซึ่งนี่เป็นงานฝีมือ ราคาจะค่อนข้างดี อีกทั้งทุนวัสดุอุปกรณ์ก็ไม่สูงมาก

ใครสนใจ “เทคนิคย้อมผ้ายาโมโนซาชิ” ต้องการติดต่อได้ที่สถาบันวอยซ์ ฮอบบี้ คลับ ติดต่อได้ที่ เลขที่ 165 ชั้น 3 ซอยสุขุมวิท 49 (กลาง) ถนนสุขุมวิท กรุงเทพฯ โทร.0-2714-7251 (ติดต่อคุณไก่)

สุภารัตน์ ยอดศิริวิชัยกุล :รายงาน

คู่มือลงทุน...ย้อมผ้ายาโมโนซาชิ


ทุนอุปกรณ์ ไม่เกิน 1,000 บาท (ตามราคาเตารีด)
ทุนวัสดุ ประมาณ 285 บาท / กระดาษ 1 ชุด
รายได้ ขึ้นอยู่กับการตั้งราคาขายชิ้นงาน
แรงงาน 1 คน
ตลาด ย่านช็อปปิ้ง, รับทำตามออเดอร์
จุดน่าสนใจ เทคนิคแบบญี่ปุ่นใช้เป็นจุดขายได้

เครดิตจาก เดลินิวส์

‘กระเป๋าหนัง’

แฮนด์เมดทำ เงินได้ทุกยุค

อาชีพทำ “กระเป๋าหนัง” ที่เป็นงาน “แฮนด์เมด” ไม่จำเป็นต้องมีโรงงานใหญ่โต ลงทุนไม่มากก็ทำอาชีพนี้ได้ ขอเพียงมีความรู้ความชำนาญในการทำ ยิ่งถ้าออกแบบดีไซน์ตามกระแสแฟชั่นได้อยู่ตลอด สินค้าประเภทนี้ก็จะเป็น “ช่องทางทำกิน” ให้กับผู้ที่ทำได้เป็นอย่างดี อาชีพนี้จึงเป็นอีกอาชีพหนึ่งที่น่าสนใจ

อิทธิเดช ตันบูล มีประสบการณ์เย็บกระเป๋าหนังมากว่า 10 ปี ปัจจุบันจำหน่ายด้วยแบรนด์ NC โดยเขาเริ่มจากการที่ไม่มีความรู้เรื่องการทำเครื่องหนังเลย แต่ก็เรียนรู้จนสามารถทำกิจการของตัวเองได้ ซึ่งเจ้าตัวเล่าว่า เป็นคนต่างจังหวัด หลังเรียนจบ ม.6 ก็เดินทางเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ โดยเป็นลูกจ้างในร้านเครื่องหนัง และเริ่มเรียนรู้เก็บเกี่ยวประสบการณ์การทำเครื่องหนังมาเรื่อย จนสามารถทำเป็นทุกขั้นตอน ทำได้ทุกอย่าง

เป็นลูกจ้างอยู่ประมาณ 10 กว่าปี อิทธิเดชก็เริ่มมีความคิดที่จะมีร้านเป็นของตัวเอง จึงตัดสินใจออกมาสร้างธุรกิจเย็บกระเป๋าหนัง เริ่มจากเปิดร้าน เล็ก ๆ ซึ่งด้วยความที่งานของเขามีดีไซน์สวยงาม เป็นงานที่เน้นความประณีตทุกชิ้น ทำให้มีลูกค้าให้ความสนใจในสินค้าของเขามากขึ้นเรื่อย ๆ จนเป็นที่รู้จักในวงกว้าง

“งานเย็บกระเป๋าหนังที่ทำอยู่นั้น เป็นงานที่ต้องเน้นงานดีไซน์ตามแฟชั่น เน้นความประณีตในการทำ และสร้างจุดเด่นของสินค้าไม่ให้ซ้ำใคร และจะมีการเปลี่ยนรูปแบบใหม่ทุก 3 เดือน ที่สำคัญเราเลือกใช้หนังวัวเกรดเอ เพื่อความสวยงามและทนทานแข็งแรงในการใช้งาน สินค้าของเราจึงได้รับความนิยม”

รูป แบบดีไซน์ ที่จะต้องอัพเดทตามแฟชั่นเรื่อย ๆ นั้น อิทธิเดชมักจะดูแบบกระเป๋าแฟชั่นจากนิตยสารและอินเทอร์เน็ต เพื่อตามแนวแฟชั่นให้ทันตลอด ดูแล้วก็นำมาประยุกต์ทำให้เป็นสไตล์ของตัวเอง

วัตถุ ดิบอย่างหนังวัว อิทธิเดชแนะนำว่า ควรเลือกใช้หนังวัวแท้ เป็นหนังประเภทหนังออยล์และชามัวส์ เพราะถือว่าเป็นหนังที่มีคุณภาพดี และการเลือกนั้นจะต้องเลือกใช้หนังที่หนาแบบบาง และแบบหนาปานกลาง ไม่ควรใช้แผ่นหนังที่หนามากไปเพราะเวลาทำเป็นกระเป๋าออกมาจะทำให้กระเป๋า นั้นหนักเกินไป ส่วนในเรื่องของแหล่งที่ซื้อหนังนั้นเขาจะไปซื้อที่โรงงานฟอกหนัง ที่ จ.สมุทรปราการ

สำหรับอุปกรณ์ที่ต้องมีในการทำกระเป๋าหนังนั้น หลัก ๆ มีดังนี้คือ... ค้อน, เข็มเย็บหนัง, ด้ายเทียน, เครื่องเจาะนำร่องก่อนเย็บขนาดต่าง ๆ, กรรไกร เป็นต้น

ขั้นตอนการทำ กระเป๋าหนัง เริ่มจากการออกแบบรูปทรงกระเป๋าตามที่ต้องการ จากนั้นก็วาดเป็นแพทเทิร์นลงกระดาษ แล้วก็ตัดแพทเทิร์นเป็นชิ้น ๆ ออกมา ขั้นต่อไปก็นำแพทเทิร์นไปวางทาบบนแผ่นหนัง ใช้กาวทา แล้วทำการตัดหนังออกมาเป็นชิ้น ๆ ตามแพทเทิร์น

แพทเทิร์น 1 ชิ้นจะทาบแผ่นหนังแล้วตัดออกมา 2 ชิ้น คือแผ่นหนังที่หนาปานกลาง กับแผ่นหนังแบบบาง นำทั้งสองแผ่นมาทำการประกบติดกัน ทายึดด้วยกาวยาง จากนั้นก็ใช้ด้ายเย็บให้เรียบร้อย ซึ่งสาเหตุที่ต้องใช้หนัง 2 แผ่นเย็บติดกันก็เพื่อความสวยงามของชิ้นงาน

เมื่อได้แพทเทิร์นทุก ชิ้นแล้ว ก็นำมาประกอบเข้าด้วยกัน จากนั้นก็ทำการเย็บ โดยเริ่มเย็บจากด้านข้างกระเป๋าก่อน เมื่อทำการเย็บจนเสร็จเรียบร้อยเป็นรูปร่างกระเป๋าแล้ว จากนั้นก็นำหูกระเป๋ามาเย็บติดเข้าไป แล้วก็ทำการตกแต่งเก็บรายละเอียดในส่วนของภายนอกตามแบบที่ต้องการ และขั้นตอนสุดท้ายก็เป็นการใช้สีที่ใช้ทาขอบหนังโดยเฉพาะ ทาขอบกระเป๋าให้เรียบร้อย

อิทธิเดชบอกว่า การเย็บนั้นจะต้องใช้ตัวเจาะนำร่องตอกก่อน เพื่อให้ง่ายต่อการเย็บ ที่สำคัญระยะห่างระหว่างรูเย็บนั้นจะต้องเท่ากัน ทำให้งานประณีตสวยงาม ส่วนรูปแบบการเย็บจะใช้เทคนิคการเย็บแบบด้น

ราคากระเป๋าหนังของอิทธิ เดชมีตั้งแต่ 1,000-4,500 บาท ขึ้นอยู่กับรูปแบบและความยากง่ายในการทำ โดยต้นทุนจะประมาณ 60-70% ของราคาที่ตั้งขาย ซึ่งปัจจุบันเขามีแบบกระเป๋าให้เลือกกว่าร้อยแบบ นอกจากนั้น ยังมีสินค้าเครื่องหนังอื่น ๆ เช่น กระเป๋าสตางค์ เข็มขัด พวงกุญแจ ซองใส่โทรศัพท์มือถือ

สนใจกระเป๋าหนังดีไซน์ของอิทธิเดช สามารถแวะไปดูได้ที่เลขที่ 66 ถนนพระอาทิตย์ แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร กรุงเทพฯ และที่ตลาดนัดจตุจักร โครงการ 7 ซอย 4 เบอร์โทรศัพท์คือ 08-9885-3381, 08-9207-1207 ซึ่งสำหรับคนมีไอเดียดี ๆ บางทีการฝึกทำ “กระเป๋าหนัง” อาจจะเป็นอาชีพที่ใช่เลยก็ได้.

บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ : รายงาน/จเร รัตนราตรี
เครดิตจาก เดลินิวส์

ร้านขายผัก และกับข้าวถุง ป้าจวบ

"ลิขิตฟ้า หรือจะสู้ มานะคน"

วันนี้ workdeena จะพูดถึง อาชีพอิสระ อีกอาชีพนึ่งนั้นคือ "ร้านขายผัก และกับข้าวถุง" ของ ป้าจวบ อาชีพนี้เป็นอาชีพ ซื้อมาขายไป ซึ่งเราไม่ต้องมีฝีมืออะไรมากนัก แค่คำนวนต้นทุนกำไรให้ได้แค่นั้น แล้ว workdeena ก็ได้พูดคุยกับ เจ้าของธุรกิจ อาชีพอิสระอาชีพนี้ เพื่อขอข้อมูล หากเพื่อน ๆ อยากทำก็จะได้มีแนวทางในการประกอบอาชีพนี้


workdeena;- สวัสดี ป้าจวบ วันนี้มาหาไม่ได้มาซื้อผักอย่างเดียวนะ จะขอสอบถาม ป้าจวบเกี่ยวกับการทำอาชีพนี้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไรดี ไม่ทราบว่าป้าจวบจะให้ข้อมูลได้ไหม


เจ้าของธุรกิจ;- ได้เลย...จะไปอยากอะไร ขอแค่มีเงินไปซื้อของมาขายก็ทำได้แ้ล้ว แต่เราต้องดูก่อนนะว่าที่ ๆ เราจะขายเป็นแบบไหน ความต้องการลูกค้ามีอะไรบ้าง ไม่ใช่อยากขายอะไรก็ขาย ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ขายไม่ได้นะ แล้วอีกอย่างการมีร้าน ก็อย่าไปเช่าเขาเลยให้ทำหน้าบ้านตัวเองดีกว่า จะขายได้มาก ได้น้อย ยังไงก็ไม่มีค่าใช้จ่ายมาก แต่ถ้าอยากจะเช่าก็ตามใจ ถ้ามันขายดี แต่ต้องขายดีจริง ๆ นะ เพราะกำไรแต่ละอย่างมันน้อย ถ้ามันขายได้มากชิ้นมันก็หลายเงินอยู่ แต่ถ้ามันขายได้น้อยชิ้นมันก็จะขาดทุนนะ เพราะของมันเน่าเสียได้

workdeena;- ป้าจวบให้ข้อคิดที่ดีมากเลย แล้วลงทุนแต่ละวันใช้เงินมากไหม แล้วได้กำไรเท่าไรพอบอกได้ไหม

เจ้าของธุรกิจ;- ลงทุนแต่ละวันก็มากพอสมควรนะ บางวันก็ 2,000 บางวันก็ 3,000 เอาแน่ไม่ได้แล้วแต่ของเหลือมากน้อยแค่ไหน หมายถึงพวกผักนะ แต่ถ้าเป็นกับข้าวถุง เราจะให้เหลือไม่ได้ถ้าเหลือก็ต้องกินเองหรือทิ้งไปถ้ามันเสีย อย่าไปหรอกให้ลูกค้าซื้อไปนะ เดี๋ยวลูกค้าจะหนี้หมด เรื่องกำไรก็ประมาณ 800 -900บาท แต่ถ้าวันไหนขายดีก็เป็นพันเหมือนกัน ป้า บอกไว้ก่อนนะถ้าจะทำอาชีพนี้ต้องขยัน ๆ นะ เพราะต้องตื่นแต่เช้าไปตลาด แล้วกลับมาต้องรีบเปิดร้านแต่เช้าจะได้ทันลูกค้า และกว่าจะปิดร้านก็ค่ำ แต่ถ้าใครทำได้ก็ดีนะมันอิสระดี ไม่มีใครมาเป็นเจ้านายเรา


ทาง workdeena ต้องขอขอบคุณ ป้าจวบเป็นอย่างมากที่ให้ข้อมูลดี ๆ และให้ผักสด ๆ มากิน (ฟรีอีกแล้ว) ถ้าเพื่อนคนไหนอยากมีอาชีพอิสระ แบบนี้และใช้เงินลงทุนไม่มากนัก อาชีพนี้ก็น่าที่จะเป็นอีกทางเลือกนึ่งให้เพื่อน ๆ ได้ลองทำดูนะ...

‘ลูกเดือยทอดกรอบ’ สมุนไพรทำเงิน

ผสมสมุนไพร-ขายสุขภาพ
ขนมกรุบกรอบทานเล่นจากโรงงานใหญ่ ๆ ที่มีวางขายตามท้องตลาดนั้น บ้างก็มีประโยชน์น้อย บ้างก็มีราคาสูง ซึ่งนี่ก็เป็นช่องว่างทางการตลาดสำหรับรายย่อย เป็น “ช่องทางทำกิน” จากการผลิตขนมกรุบกรอบที่มีประโยชน์-ราคาไม่แพง อย่างการทำ “ลูกเดือยทอดกรอบสมุนไพร” ขาย ก็น่าสนใจ...

ชมพูนุช เผื่อนพิภพ อาจารย์สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มทร.พระนคร เปิดเผยว่า จากการทำโครงการเกษตรอินทรีย์เป็นผลิตภัณฑ์ เมื่อลงพื้นที่ในต่างจังหวัดก็พบพวกธัญพืชต่าง ๆ เป็นที่นิยมมาก แล้วก็เห็น “ลูกเดือย” ซึ่งใคร ๆ ก็คิดว่านำไปต้มได้เพียงอย่างเดียว

แต่เมื่อ พิจารณาดูแล้ว เห็นว่าน่าจะทำเป็นอย่างอื่นได้ อาทิ อาหารทานเล่นแบบกรุบกรอบ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ทั้งเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ โดยลูกเดือยมีสารอาหารที่มีประโยชน์แก่ร่างกายมากมาย

เช่น ใยอาหาร วิตามินเอ วิตามินบี 1 ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แคล เซียม และยังมีสรรพคุณเป็นยาเย็น ใช้บำบัดอาการหลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ น้ำคั่งในปอด แก้ร้อนใน บำรุงไต บำรุงกระเพาะอาหารและม้าม ขับปัสสาวะ ขับเสมหะ บำรุงสตรีหลังคลอด ช่วยย่อยอาหาร และเจริญอาหาร

ทั้งหมดคือ คุณประโยชน์ของเจ้าเม็ดกลม ๆ อ้วน ๆ ที่เรียกว่า “ลูกเดือย”

ส่วน “ลูกเดือยทอดกรอบสมุนไพร” ที่คิดทำขึ้นมา นอกจากลูกเดือยแล้ว ยังมี ใบมะกรูด, พริกไทยดำ เป็นสมุนไพรที่เพิ่มกลิ่นและสีสันให้มีความน่ารับประทานมากขึ้น และมีประโยชน์มากขึ้น

ลูกเดือยทอดกรอบสมุนไพร มีวัตถุดิบและวิธีการทำดังนี้คือ...

วัตถุดิบก็มี ลูกเดือย 250 กรัม, ใบมะกรูด 45 กรัม, เมล็ดพริกไทยดำ 20 กรัม, น้ำตาลทรายขาว 30 กรัม, เกลือป่น 5 กรัม และน้ำมันพืช (สำหรับทอด) 0.5 ลิตร

ส่วนวิธี ทำ...เริ่มจากนำลูกเดือยแช่น้ำสะอาดนาน 1 คืน แล้วต้มให้สุก เมื่อสุกแล้วตักขึ้นให้สะเด็ดน้ำ นำไป อบในตู้อบที่อุณหภูมิ 60 องศา เซลเซียส นาน 4-6 ชั่วโมง วิธีนี้จะทำให้ลูกเดือยเมื่อทอดแล้วจะพองฟูและมีความกรอบนุ่ม ไม่แข็งกระด้าง (หากไม่มีตู้อบให้ใช้วิธีการตากแดดให้ แห้งแทน)

ขั้น ตอนต่อมา ทอดลูกเดือยในน้ำมันที่ร้อนจัด จนพองฟูและมีสีเหลืองทอง นำขึ้นสะเด็ดน้ำมัน โดยแบ่งทอดทีละน้อย เตรียมหั่นใบมะกรูดเป็นฝอยลงทอดให้กรอบดี และทอดเมล็ดพริกไทยดำให้พอสุก พักไว้

วิธีการคลุกเคล้าส่วนผสม นำลูกเดือยทอดกรอบ + ใบมะกรูดทอดกรอบ + เมล็ดพริกไทยทอดกรอบ + น้ำตาลทราย + เกลือ ใส่ลงในถุงพลาสติกชนิดที่ไม่มีหูหิ้ว ขนาดกว้าง 8 นิ้ว แล้วเขย่าให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้ากัน

หากทำในปริมาณมาก ใช้ภาชนะขนาดใหญ่ที่มีฝาปิดแทนถุงได้ จากนั้นนำใส่ภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด พร้อมขาย ซึ่งสามารถเก็บไว้รับประทานได้นาน และเหมาะสำหรับเป็นของรับประทานเล่นของผู้ที่รักสุขภาพ

อ.ชมพูนุชบอก ว่า ตามสูตรนี้หากบรรจุใส่ภาชนะ 25 กรัม จะได้จำนวนประมาณ 14 กระปุก ขายในราคากระปุกละ 20 บาท ก็จะได้ 280 บาท ส่วนต้นทุนวัตถุดิบต่าง ๆ ตกอยู่ที่ประมาณ 170 บาท

นอกจากนี้ อ.ชมพูนุช ยังได้แนะนำเคล็ดลับเพิ่มเติมอีก 2 ประเด็นคือ หากชอบให้รสชาติเคลือบติดอยู่กับผิวลูกเดือย สามารถใช้วิธีการฉาบได้ โดยนำน้ำตาลและเกลือตั้งไฟเคี่ยวให้เหนียวแล้วจึงใส่ลูกเดือยทอดลงไปคลุก เคล้าให้เข้ากัน หรืออาจเปลี่ยนจากน้ำตาลและเกลือเป็นเนยหรือช็อกโกแลตได้

รวม ถึง สามารถเปลี่ยนรสชาติด้วยผงปรุงรสสำเร็จรูปได้หลากหลาย เช่น รสต้มยำ, รสพิซซ่า, บาร์บิคิว โดยรสชาติเหล่านี้การจะใช้ก็ไม่ยุ่งยาก เพราะมีผงปรุงรสสำเร็จรูปขาย ส่วนแต่ละรสจะใช้ปริมาณมากน้อยเท่าไร ก็กะดูว่าต้องการให้ลูกเดือยมีรสชาติจัดจ้านเพียงใด

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเป็นรสต้มยำ ในปริมาณวัตถุดิบข้างต้นนั้น ควรจะใช้ผง ปรุงรสต้มยำประมาณ 25 กรัม ซึ่งก็เป็นการใช้แทนเกลือป่น และน้ำตาลทรายขาว

สนใจเรื่อง “ลูกเดือยทอดกรอบสมุนไพร” ต้องการติดต่อ อ.ชมพูนุช เผื่อนพิภพ ก็ไปได้ที่คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มทร.พระนคร หรือ โทร. 0-2281-9231-4 ต่อ 1201-3

บางทีนี่อาจจะเป็น “ช่องทางทำกิน” ที่ดีสำหรับคุณ.

สุภา รัตน์ ยอดศิริวิชัยกุล http://www.dailynews.co.th

‘เลี้ยง ผึ้งจิ๋ว’ ไม่ยาก ไม่ง่าย ทำเงินได้ดี

ต้นทุนต่ำ-ขายได้ราคา สูง

“ผึ้งจิ๋ว” เป็นผึ้งพื้นเมืองของไทย ไม่มีเหล็กใน สามารถเพาะเลี้ยงในเชิงเศรษฐกิจได้ ซึ่ง “น้ำผึ้ง” ของผึ้งจิ๋วกำลังได้รับความนิยมในต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดญี่ปุ่น เนื่องจากน้ำผึ้งมีคุณภาพดี มีคุณค่าทางอาหารและมีสรรพคุณทางยาสูง และวันนี้ทีม “ช่องทางทำกิน” ก็มีข้อมูลมาให้พิจารณา...

วิสิทธิ์ ธนูอาจ เกษตรกรสวนผลไม้ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนภูมิปัญญาท้องถิ่นคนจันทบุรี ต.วังแซม อ.มะขาม จ.จันทบุรี วัย 47 ปี เป็นผู้หนึ่งที่เพาะเลี้ยงผึ้งจิ๋ว โดยเขาเล่าว่า ก่อนหน้านี้ทำการเกษตรอย่างหลงทางไปมากเพราะมุ่งแต่พึ่งยาฆ่าแมลงจนมีหนี้ ท่วมตัว ต้องเลิกอาชีพเกษตรกรหันไปรับจ้างเป็นพนักงานขับรถ แต่แล้วก็เคราะห์ซ้ำเมื่อเกิดตาบอดไปข้างหนึ่งเพราะตัดหญ้าแล้วเศษไม้ กระเด็นเข้าตา จนต้องเลิกอาชีพขับรถ ไปเป็นลูกจ้างรายวัน ซึ่งรายได้ก็ไม่เพียงพอเลี้ยงครอบครัวที่มีลูก 2 คน จนวันหนึ่งวันฟ้าใสก็บังเกิด เมื่อได้เข้าร่วมโครงการต้นกล้าอาชีพ รุ่นที่ 1 ได้พบกับ รศ.ดร.สำนึก บุญเกิด อาจารย์ประจำสาขาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งได้สอนวิชาเลี้ยง “ผึ้งจิ๋ว” ผลิต “น้ำผึ้งอินทรีย์” ที่เรียกว่า “ชันโรง” ให้

ทำให้รู้ถึงวิธีการ เลี้ยงที่ถูกต้องทุกกระบวนการ และสามารถนำมาต่อยอดให้ความรู้กับภรรยาและลูก ๆ จนยึดเป็นอุตสาหกรรมครัวเรือน จนทำให้สามารถขายพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ รวมถึงส่วนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำชันโรง ซึ่งเป็นผลิตผลส่วนต้นที่นำไปพัฒนาเป็นน้ำผึ้งชันโรง 100% เพื่อวางขาย ส่งขายให้อาจารย์มหาวิทยาลัย และทั่ว ๆ ไป รวมถึงการออกร้านเคลื่อนที่ในงานเทศกาล ต่าง ๆ โดยขายได้ในราคา 500 บาทต่อ 1 ขวดกลม

วิสิทธิ์บอกอีกว่า นอกจากนี้เขายังได้รับการเชิญจากมหาวิทยาลัยรามคำแหงให้ไปเป็นวิทยากรผู้ อบรมการเลี้ยงผึ้งจิ๋วแก่ต้นกล้าอาชีพรุ่นน้อง รวมถึงหน่วยราชการต่าง ๆ จนปัจจุบันนี้เขามีรายได้แบบก้าวกระโดดขึ้นมาเฉลี่ยเดือนละไม่ต่ำกว่า 15,000-20,000 บาท ซึ่งต้องขอขอบคุณบุคคลและโครงการที่ได้ให้โอกาส

สำหรับ ขั้นตอนการเพาะเลี้ยงผึ้งจิ๋วหรือชันโรง หลัก ๆ มี 2 ขั้นตอนคือ ขั้นตอนการย้ายรัง และ ขั้นตอนการแยกรัง ซึ่งการย้ายรังหมายถึงการผ่ารังผึ้งจิ๋วที่ทำรังในธรรมชาติ แล้วย้ายประชากรผึ้งจิ๋วทั้งหมดลงในรังเลี้ยง ซึ่งรังดังกล่าวนี้ต้องมีสภาพมั่นคงแข็งแรง ปลอดภัย ไม่แออัด มีสุขอนามัยที่ดี และสามารถขนย้ายรังได้สะดวก สามารถจัดการดูแลช่วยเหลือผึ้งจิ๋วได้ ส่วนการแยกรังผึ้งจิ๋วหมายถึงการแบ่งประชากรผึ้งจิ๋วในรังเลี้ยงจาก 1 รัง เป็น 2 รัง หรือ 3 รัง ขึ้นอยู่กับสภาพความสมบูรณ์ของผึ้งจิ๋วที่จะแยก

การ เคลื่อนย้ายรังธรรมชาติ นำมาตั้งไว้ใกล้บริเวณที่จะผ่ารัง ก่อนผ่าต้องประเมินประชากรผึ้งจิ๋ว และการย้ายรังธรรมชาติจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งต้องรักษาระดับแนวดิ่งของรัง เนื่องจากไข่จะถูกวางไว้บนอาหารเหลวภายในเซลล์ บางเซลล์ไข่ฟักเป็นตัวอ่อนแล้วกินอาหารภายในเซลล์ยังไม่หมด อาจจะถูกอาหารหมกตายขณะขนย้าย เพราะเซลล์จะเอียงไป-มา ตรงจุดนี้ต้องระวังเป็นพิเศษ

ในส่วนของรังเลี้ยงผึ้งจิ๋ว ขนาดต้องมีความจุประมาณ 7 ลิตร ทำด้วยไม้กระดาน หรือเศษไม้แปร หรือไม้นิ้วก็ได้ ต่อกันให้สนิท แต่ไม่ต้องใช้เทคนิคบังใบ ความกว้างประมาณ 20 ซม. ยาว 30 ซม. สูง 12 ซม. ด้านบนหรือฝารังเป็นแผ่นกระจกหรือพลาสติกใส เปิด-ปิดได้ ด้านหน้ารังเจาะรูเหนือพื้นขึ้นมาเล็กน้อยกันน้ำไหลเข้ารัง หน้ารังมีพื้นชานชาลาเล็กน้อยสำหรับให้อาหาร ให้ผึ้งจิ๋วพัก และเพื่อความสะดวกในการบินเข้า-ออก

ก่อนผ่ารัง ยกรังจากตำแหน่งเดิม ให้รักษาระดับ เอารังเลี้ยงที่เตรียมไว้ตั้งแทนที่รังเดิม เตรียมขวดเหล้าเพื่อนำไปดักที่รูเข้า-ออก ให้ผึ้งบินเข้าไปอยู่ในขวดด้วยการเคาะรัง พอกระเทือนผึ้งจิ๋วที่บินได้จะบินเข้าไปอยู่ในขวด ปิดปากขวดนำไปเก็บไว้ในที่เย็น ๆ ไม่ร้อน จากนั้นลงมือผ่ารัง ซึ่งต้องระวังอย่าให้กลุ่มไข่ ตัวอ่อน และดักแด้ เสียหายมากนัก เมื่อรังถูกเปิดออก นำของเหลวไปป้ายที่หน้ารังเพื่อดึงดูดให้ผึ้งที่บินหลงเหลืออยู่กลับเข้ารัง เดิม

จากนั้นค่อย ๆ ย้ายกลุ่มไข่ ตัวอ่อน ดักแด้ ใส่ในรังเลี้ยง สำหรับถ้วยอาหาร เช่น เกสรและน้ำผึ้ง ที่ไม่แตก ก็ให้นำไปใส่ในรังเลี้ยงด้วย แต่อย่านำน้ำผึ้งจากถ้วยที่แตกใส่ในรัง เพราะจะทำให้ผึ้งงานติดน้ำผึ้งตาย แล้วต้องพยายามหานางพญาแม่รัง เมื่อพบให้ใช้ช้อนตักเอาเข้าไปไว้ในรัง แต่อย่าใช้มือจับนางพญา

ถ้า สถานที่ผ่ารังกับที่ตั้งรังเดิมอยู่คนละที่ แต่ห่างไม่เกิน 300 เมตร ต้องย้ายรังธรรมชาติไปตั้งเลี้ยงไว้ที่อื่นห่างจากที่ตั้งรังเดิมเกิน 600 เมตร ประมาณ 2 สัปดาห์จึงย้ายกลับมาตั้งในบริเวณที่จะผ่ารัง ให้คุ้นเคยสถานที่ 2-3 วันก่อนจะผ่ารัง ปิดฝารังและหน้ารังทิ้งไว้ 2-3 วัน จึงนำรังเลี้ยงไปตั้งไว้ในที่ที่ให้ผึ้งหากินได้ตามปกติ

สำหรับต้น ทุนในการเพาะเลี้ยงผึ้งจิ๋ว วิสิทธิ์บอกว่า แทบไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรเลย เพียงแค่มีเศษไม้เก่า ๆ มาทำเป็นรัง และหาพ่อพันธุ์แม่พันธุ์มาไว้ในรังเลี้ยง ซึ่งตามต่างจังหวัดผึ้งจิ๋วจะมีอยู่ทั่วไปตามแหล่งที่มีดอกไม้ โพรงไม้ ขอนไม้ กระบอกไม้ไผ่ โพรงตามบ้านเรือน หรืออาจจะอยู่ตามท่อพีวีซี กล่องกระดาษ ฯลฯ

การเลี้ยง “ผึ้งจิ๋ว” อาจจะไม่ง่ายสำหรับคนที่ไม่คุ้นเคย อย่างไรก็ตาม ถ้าใครที่มีปัญหาเรื่องอาชีพแล้วสนใจอาชีพเลี้ยงผึ้งจิ๋วนี้ ทางโครงการต้นกล้าอาชีพเขามีการอบรมให้ โดยติดต่อได้จนถึง 17 ส.ค. 2552 และอบรมเดือน ก.ย. สอบถามรายละเอียดเพิ่มได้ที่คอลเซ็นเตอร์ โทร.1111 หรือที่คุณวิสิทธิ์ โทร. 08-9097-0137.

เชาวลี ชุมขำ ข้อมูลจาก เดลินิวส์

ตุ๊กตาไม้โย โย่-ล้มลุก ทำของเล่นให้เป็นรายได้


“ตุ๊กตา” ยุคไหน ๆ ก็ยังเป็นของเล่นยอดนิยมของเด็ก ๆ ทั่วไป และก็ได้มีการคิดทำตุ๊กตารูปแบบใหม่ ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงกับตุ๊กตาแปลก ๆ แหวกแนว ด้วยรูปทรงรูปร่าง และสามารถเด้งดึ๋งดุ๊กดิ๊กไปมาได้ ซึ่งเรียกว่า “ตุ๊กตาไม้โยโย่-ตุ๊กตาล้มลุก” และทีม “ช่องทางทำกิน” ก็มีข้อมูลมานำเสนอให้พิจารณากัน...


ฉัตรธิดา เพียรดี เป็นเจ้าของผลงานตุ๊กตาไม้ “ฉัตร ดีไซน์” ดำเนินธุรกิจนี้มากว่า 2 ปีกว่าแล้ว ก่อนหน้านี้ฉัตรธิดาทำธุรกิจค้าไม้ ขายเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้าน แต่หลัง ๆ เศรษฐกิจไม่ค่อยดี ธุรกิจที่ทำอยู่เริ่มจะไม่ราบรื่น จึงวางมือ และหันมาจับธุรกิจนำเข้า “ตุ๊กตาไม้” แทน ซึ่งเจ้าตัวบอกว่าตุ๊กตาไม้นี้ไม่ใช่เป็นแค่ของเล่นอย่างเดียว ตกแต่งบ้านก็ได้ และราคาก็ไม่แพง มันแก้โจทย์ที่ว่าจะทำยังไงให้คนซื้อง่าย ๆ และซื้อเป็นของฝากได้

ตุ๊กตาไม้โยโย่ และตุ๊กตาล้มลุก ของฉัตรธิดานำเข้ามาจากประเทศจีน โดยออกแบบไปให้ทางจีนทำตามที่สั่ง ซึ่งจีนจะมีวัสดุ เครื่องไม้เครื่องมือ และเทคโนโลยีที่ทันสมัย ค่าแรงก็ไม่แพงมาก ทำให้ต้นทุนในการผลิตไม่สูง ส่วนไม้ที่นำมาทำก็จะใช้ไม้สนของประเทศจีน ส่วนไม้สนของไทยจะแน่น มีน้ำหนัก

วัสดุ ในการทำ “ตุ๊กตาไม้ล้มลุก” หลัก ๆ ประกอบด้วย 1.ไม้สนที่กลึงเป็นรูปทรงแล้ว, 2.เส้นเอ็น (ที่ใช้ในการตกปลา), 3.สปริง, 4.ด้ายสี, 5.ไหมพรมสีต่าง ๆ, 6.สีสำหรับเพนท์, 7.แล็คเกอร์สำหรับเคลือบ

วิธีทำตุ๊กตาล้มลุก เริ่มจาก ร้อยรูปทรงไม้ที่ต้องการให้เป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ โดยร้อยเข้าไปในเส้นเอ็นให้เข้ารูป, นำเอ็นที่ร้อยเป็นรูปสัตว์มาเชื่อมกับฐานที่วางตัวสัตว์โดยผูกกับสปริงข้าง ใน ฐานด้านล่าง, ลงสีเพนท์ ตกแต่ง ให้สวยงามตามใจชอบ, เคลือบด้วยแล็คเกอร์อีกครั้ง แล้วตกแต่งด้วยไหมพรมและด้ายสีเพื่อความสวยงาม

วัสดุในการทำ “ตุ๊กตาไม้โยโย่” หลัก ๆ ประกอบด้วย 1.ไม้สนที่กลึงเป็นรูปทรงแล้ว, 2.เชือกป่าน เชือกผ้า เชือกถัก, 3.ใบพัดตกแต่ง, 4.กาว, 5.ลวดสปริง, 6.สีสำหรับเพนท์, 7.แล็คเกอร์สำหรับเคลือบ


วิธีทำตุ๊กตาไม้โยโย่ เริ่มจาก นำท่อนไม้สนมากลึงให้เป็นรูปทรงต่าง ๆ (ทรงกลม ทรงรี ทรงเหลี่ยม), ไม้สนที่กลึงได้นั้นจะเป็นชิ้นส่วนของหัว ลำตัว มือ รองเท้า, เจาะรูที่ลำตัวสองด้าน ๆ ละ 2 รู เพื่ออัดกาว สอดเชือก ทำเป็นแขนและขา, นำชิ้นส่วนต่าง ๆ มาประกอบโดยทากาวเข้ารูปร่าง, เพนท์สีตามต้องการ, ทาแล็คเกอร์ทับเพื่อความเงางาม, เจาะรูที่หัวเพื่อร้อยสปริงให้ยืดหยุ่น และแขวนได้

ฉัตรธิดาอธิบายเพิ่มเติมว่า วิธีทำเริ่มจากการกลึงไม้ให้เป็นรูปทรงกลม ทรงรี แล้วนำชิ้นส่วนมาต่อกัน จากนั้นจะเจาะรูเพื่อสอดเชือกให้ดูเป็น แขนขา ซึ่งที่มีวัสดุเชือกเพิ่มขึ้นมาก็เพราะทำให้ตุ๊กตาดูอ่อนช้อยมากขึ้น ดูมีชีวิตชีวาขึ้น และมีสปริงแขวนให้ดูยืดหยุ่น โดยชิ้นส่วนต่อตัวหนึ่งก็จะมีไม้กลึง 3-5 ชิ้น คือส่วนเท้า มือ หัว ตัว คอ และเจาะรูทำสลักในการเชื่อมต่อกัน แล้วใช้กาวติด

“เราจะเน้นหนักไป ที่เรื่องของการเพนท์ การลงสี สีนั้นจะใช้เป็นสีน้ำทาไม้ธรรมดาทั่วไป อุปกรณ์ก็จะหาได้ง่ายไม่ยุ่งยาก แต่จะมีรายละเอียดค่อนข้างเยอะ”


สำหรับ “ตุ๊กตาโยโย่” นั้น เป็นแบบใหม่ ทำขายเพราะสามารถสร้าง รอยยิ้มและเสียงหัวเราะได้เมื่อใครต่อใครพบเห็น ดูตลก น่ารักดี มันดูอิสระ เหมือนปลดปล่อย

ส่วน “ตุ๊กตาล้มลุก” จะมีเอ็นที่ใช้ตกปลา มาร้อยเป็นรูปร่างได้ และมีสปริงติดอยู่ที่ฐานข้างใต้ พอกดแล้วตุ๊กตามันก็จะล้มลง พอปล่อยสปริงด้านล่างก็จะยืดตรงตั้งขึ้นเหมือนเดิม

ตุ๊กตาไม้ล้มลุก และตุ๊กตาไม้โยโย่ มีประโยชน์ใช้สอยมากกว่าแค่ของเล่น ราคาก็ไม่แพงมาก เหมาะที่จะเป็นของฝาก ของขวัญ ของที่ระลึก ในเทศกาล หรือให้ในโอกาสพิเศษต่าง ๆ

ทุนเบื้องต้นในการทำขาย ก็ตั้งแต่ประมาณ 10,000 บาทขึ้นไป ขึ้นอยู่กับขนาดกิจการ ขณะที่ราคาขายอยู่ที่ตัวละ 40 บาทขึ้นไป โดย 40 บาทเป็นราคาขายส่ง ต้นทุนวัสดุจะตกประมาณ 70% ของราคา

ใคร สนใจจะติดต่อ ฉัตรธิดา เพียรดี ก็ติดต่อได้ที่ 72/72 หมู่ 1 หมู่บ้านมณีรินทร์ ถนน 345 ต.บางคูวัด อ.เมือง จ.ปทุมธานี 10200 โทร. 08-6704-3335 ส่วนใครที่พิจารณาจากข้อมูลนี้แล้วได้ไอเดีย อยากจะลองทำตุ๊กตาไม้แปลก ๆ ขายบ้าง ก่อนอื่นก็คงต้องฝึกฝนฝีมือให้ดีเสียก่อน.

ที่มาของบทความ http://women.sanook.com/work/108jobs/108jobs_54278.php

วันอาทิตย์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2553

ของฝาก สร้างอาชีพ 'ลูกหยีกวน'


“ลูกหยี” เป็นหนึ่งในของฝากที่ขึ้นชื่อของปักษ์ใต้ เป็นผลไม้พื้นเมืองของภาคใต้ รับประทานได้เมื่อสุก ตอนเป็นผลดิบจะมีสีเขียว เมื่อสุกเปลือกสีดำ เนื้อในสีน้ำตาล รสหวานอมเปรี้ยว ถ้ากินสุก ๆ เพียงแกะเปลือกสีดำออกก็รับประทานได้แล้ว แต่ถ้าอยากเพิ่มความอร่อยก็นำมาปรุงรสแปรรูปในลักษณะต่าง ๆ เช่นทำเป็น “ลูกหยีกวน” ซึ่งทางทีมคอลัมน์ “ช่องทางทำกิน” ก็มีข้อมูลในเชิงอาชีพมานำเสนอให้พิจารณากัน...

อาจารย์สาลี ชนะสิทธิ์ วัย 60 ปี ผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมพัทลุงวิทยา ในฐานะทายาทผู้สืบทอดธุรกิจ “ลูกหยีแม่หนูดำ” เล่าให้ฟังถึงที่มาของธุรกิจนี้ว่า เจ้าของสูตรที่แท้จริงคือ คุณป้าหนูดำ เยาวนานนท์
ซึ่งเป็นป้าแท้ ๆ ที่ยึดอาชีพนี้มากว่า 50 ปี สมัยเด็ก ๆ อาจารย์จะคอยเป็นลูกมือแกะลูกหยี ทำโน่นทำนี่ให้คุณป้าเสมอ จนทำให้ซึมซับเคล็ดลับและวิธีการแปรรูปลูกหยีเรื่อยมา

“สมัยนั้นทำ กันเฉพาะในครัวเรือน วางขายหน้าบ้าน ซึ่งได้รับความนิยมมาก มีลูกค้าขาประจำทั้งในจังหวัดพัทลุงและใกล้เคียงมาอุดหนุน ทำกันเรื่อยมาจนกระทั่งท่านอายุมาก บวกกับร่างกายไม่แข็งแรง แต่อยากให้อาชีพนี้ตกทอดเป็นมรดกของคนในครอบครัว ในฐานะหลานสาวที่คลุกคลีกับการทำลูกหยีมาตลอด เรายินดีที่จะสืบถอดธุรกิจนี้ และเริ่มทำอย่างจริงจังมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2542 จนปัจจุบัน”

และเพื่อ เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค และรักษามาตรฐานผลิตภัณฑ์ อาจารย์สาลียังได้ต่อยอดสินค้า ด้วยการพัฒนากระบวนการผลิตให้ได้คุณภาพ จนผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) พัฒนาสินค้าจนได้รับเลือกเป็นสินค้าโอทอประดับ 5 ดาว เป็นสินค้าเด่นประจำจังหวัดพัทลุง อีกทั้งยังปรับปรุงบรรจุภัณฑ์ให้ทันสมัยเหมาะจะซื้อเป็นของฝากอีด้วย
เคล็ด ลับความอร่อยของ “ลูกหยีกวน” อาจารย์สาลีบอกว่าอยู่ที่ประสบการณ์การปรุงรส ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ซึ่งสูตรจะไม่กำหนดเป็นอัตราส่วนตายตัว เพราะลูกหยีสดที่รับซื้อมาแต่ละปีรสชาติจะต่างกัน หวานบ้างเปรี้ยวบ้าง ดังนั้น สูตรการปรุงรสจะเกิดจากความคุ้นเคย การทำทุกครั้งจะต้องชิมและปรุงรสให้ได้ที่

วัตถุดิบ/ส่วนผสม ประกอบด้วย ลูกหยีสด, แบะแซ, น้ำผึ้งรวง, เกลือ, น้ำตาลทราย, พริกขี้หนูป่น และน้ำสะอาด ส่วนอุปกรณ์ก็มีอาทิ เครื่องกะเทาะเปลือกและเม็ดลูกหยี (หรือใช้ถุงผ้าก็ได้), กระทะ, เตาแก๊ส, ตะหลิว, ไม้พาย, ถาด, กระด้ง และเครื่องไม้เครื่องมือเบ็ดเตล็ดอื่น ๆ ที่หยิบฉวยเอาได้จากในครัวเรือน

ขั้น ตอนการทำ “ลูกหยีกวน” เริ่มจากนำลูกหยีสดไปตากแดดประมาณ 2 วัน แล้วก็กะเทาะเอาเปลือกและเมล็ดออก ถ้าไม่มีเครื่องกะเทาะก็ให้นำลูกหยีที่ตากได้ที่แล้วมาใส่ในถุงผ้าที่เตรียม ไว้ แล้วทำการฟาดหลาย ๆ ครั้ง เพื่อให้เปลือกแตก เสร็จแล้วก็เทลูกหยีใส่กระด้ง ทำการร่อนเอาเปลือกออก ถ้ามีเศษเปลือกติดค้างต้องแกะให้เกลี้ยง ก่อนจะทำการแกะเมล็ดออก แล้วนำลูกหยีไปเกลี่ยในกระด้งให้ทั่ว นำออกตากแดดอีก 2 วัน แล้วนำลูกหยีที่ตากแดดแห้งดีแล้วเก็บใส่ถุงมัดปากให้ดี ตั้งพักไว้

ต่อ ไปเป็นขั้นตอนการทำน้ำเชื่อม นำน้ำสะอาด น้ำผึ้งรวง แบะแซ น้ำตาลทราย เกลือ และพริกขี้หนูป่น ใส่ลงในกระทะพร้อมกัน ยกขึ้นตั้งไฟปานกลาง เคี่ยวประมาณ 10 นาที จนเป็นน้ำเชื่อมเหนียวเข้มข้น

เมื่อเคี่ยวน้ำเชื่อมได้ที่ดี แล้ว ก็นำลูกหยีที่เตรียมไว้ใส่ลงในกระทะน้ำเชื่อม ทำการคนคลุกเคล้าให้เข้ากัน ยกลง พอเริ่มอุ่น ๆ ก็นำไปปั้นเป็นเม็ดกลม ๆ พอดีคำ แล้วนำไปตากแดดอีกประมาณ 20 นาที จากนั้นห่อด้วยกระดาษ และใส่ลงบรรจุภัณฑ์ พร้อมจำหน่าย โดยสามารถเก็บไว้ได้นานถึงประมาณ 3 เดือน

สินค้า ของอาจารย์สาลีมีให้เลือก 3 ประเภทคือ ลูกหยีกวน ลูกหยีสด ลูกหยีทรงเครื่อง ราคาขายแตกต่างกันไปตามขนาด และบรรจุภัณฑ์ แต่เฉลี่ยอยู่ที่ขีดละ 40 บาท มีต้นทุนประมาณ 70%

ร้านลูกหยีแม่หนูดำ อยู่ที่เลขที่ 52/2 ถ.ประชาบาล ต.คูหาสวรรค์ อ.เมือง จ.พัทลุง, ที่สนามบินหาดใหญ่ และโซนโอทอป ห้างเทสโก้โลตัส สาขาพัทลุง ส่วนในกรุงเทพฯมีขายที่ร้านโครงการหลวง ใกล้โรงพยาบาลศิริราช และมีบริการส่งสินค้าทางไปรษณีย์ทั่วประเทศด้วย ใครต้องการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ต้องการสั่งซื้อ ต้องการสั่งไปจำหน่ายต่อ ติดต่อที่ โทร.0-7462-6414 หรือ 08-6627-0867
เชา วลี ชุมขำ :รายงาน
ที่มา เดลินิวส์ http://www.dailynews.co.th

กระดุม (1) กระเป๋าหนัง (1) กระเพาะปลาน้ำแดง (1) กระยาสารท (1) กับข้าวถุง (1) กาแฟชัก (1) การประกอบอาชีพอิสระ (1) การเพาะ เห็ด (1) ขนมเค้ก (1) ขนมโบราณทำเงิน (1) ขนมเปี๊ยะ (1) ขนมเปี๊ยะอบเทียน (2) ขยะ ลวด (1) ของฝาก (1) ขาย (1) ขายคล่อง (2) ขายความสนุก (1) ขายน้ำผลไม้ ปั่น (1) ขายปลาทูนึ่ง (1) ขายไอเดีย (1) ข้าวซอย (1) คลับแอสทีเรีย (1) เครื่องดื่ม (2) โคมไฟดินหอม (1) งาน (2) งานขายไอเดียราคาดี (1) งานประดิษฐ์ (2) งานผ่าน เน็ต (1) งานไม้ (1) งานเสริม (1) จ๊อปลาทู (1) จากดินญี่ปุ่น (1) ซองใส่มือถือ (1) ซาลาเปา (1) ซีฟู้ดกระทะ (1) โดนัทเค้ก (1) ติดตู้เย็น (1) ติดเสื้อ (1) ตุ๊กตา ถุงเท้า (1) ตุ๊กตาไทย (1) ตุ๊กตาไม้โย โย่-ล้มลุก (1) ตุ๊กตาโยโย่ (1) ตู้(เรือ)ปลา (1) ถักทอจินตนาการ (1) ถั่วแดงเย็น (1) ทองพับ (1) ทอลูกปัด (1) ทับทิม กรอบรวมมิตร (1) ทำธุรกิจอะไรดีจึงจะรวย (1) ทำไม่ยาก (1) ทำเองได้ (1) ที่ติดตู้ เย็น (1) ทุนต่ำ (1) เทียนหอมกัน ยุง (1) ธุรกิจแฟรนไชส์ (1) น่ารักๆ (1) น้ำ เงี้ยว (1) น้ำบ๊วย (1) บะหมี่-เกี๊ยว (1) บีบี (1) บุฟเฟ่ต์ (1) เบเกอรี่ (1) ประดิษฐ์ ดอกไม้ (1) ปาท๋องโก๋เกลียว (1) เป็นอาชีพเสริม (2) แปรรูปผลไม้ (1) ผีเสื้อ ใบยาง (1) พลิกแพลง (1) พวงมาลัยสบู่ (1) เพนท์สี (1) เพื่อสุขภาพ (1) มนุษย์ เงินเดือนมืออาชีพ (1) มีสูตรเด็ดขายที่ไหนก็รวย (1) แมงมุม (1) ย้อมผ้าแบบญี่ปุ่น (1) ยาโมโน ซาชิ (1) ยำทรงเครื่อง (1) รวย (1) รอง เท้านินจา (1) ราคาดี (2) รายได้ (1) รายได้พิเศษ (2) รายได้สวย สร้างรายได้ (4) รายได้เสริม (4) โรตีสไตล์พิซซ่า (1) ลองกอง (1) ลูกเดือยทอดกรอบ (1) ลูกหยีกวน (1) เลี้ยง ผึ้งจิ๋ว (1) วันแม่ (1) สมุนไพรทำเงิน (1) สร้างรายได้ (23) สร้างเลียนแบบ (1) สร้างอาชีพ (11) สินค้าแปรรูป (2) สูตรปักษ์ใต้ (1) ไส้แกง (1) หน้ากากบีบี (1) อาชีพ (1) อาชีพเสริม (29) อาชีพอิสระ (4) อาหารก๊อปปี้ (1) ไอเดียเก๋ไก๋ (1) ไอเดียแปลก (1) ไอศครีมทุเรียน (1) Happy Cake (1)

ผู้ติดตาม

..