วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

‘ลูกเดือยทอดกรอบ’ สมุนไพรทำเงิน

ผสมสมุนไพร-ขายสุขภาพ
ขนมกรุบกรอบทานเล่นจากโรงงานใหญ่ ๆ ที่มีวางขายตามท้องตลาดนั้น บ้างก็มีประโยชน์น้อย บ้างก็มีราคาสูง ซึ่งนี่ก็เป็นช่องว่างทางการตลาดสำหรับรายย่อย เป็น “ช่องทางทำกิน” จากการผลิตขนมกรุบกรอบที่มีประโยชน์-ราคาไม่แพง อย่างการทำ “ลูกเดือยทอดกรอบสมุนไพร” ขาย ก็น่าสนใจ...

ชมพูนุช เผื่อนพิภพ อาจารย์สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มทร.พระนคร เปิดเผยว่า จากการทำโครงการเกษตรอินทรีย์เป็นผลิตภัณฑ์ เมื่อลงพื้นที่ในต่างจังหวัดก็พบพวกธัญพืชต่าง ๆ เป็นที่นิยมมาก แล้วก็เห็น “ลูกเดือย” ซึ่งใคร ๆ ก็คิดว่านำไปต้มได้เพียงอย่างเดียว

แต่เมื่อ พิจารณาดูแล้ว เห็นว่าน่าจะทำเป็นอย่างอื่นได้ อาทิ อาหารทานเล่นแบบกรุบกรอบ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ทั้งเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ โดยลูกเดือยมีสารอาหารที่มีประโยชน์แก่ร่างกายมากมาย

เช่น ใยอาหาร วิตามินเอ วิตามินบี 1 ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แคล เซียม และยังมีสรรพคุณเป็นยาเย็น ใช้บำบัดอาการหลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ น้ำคั่งในปอด แก้ร้อนใน บำรุงไต บำรุงกระเพาะอาหารและม้าม ขับปัสสาวะ ขับเสมหะ บำรุงสตรีหลังคลอด ช่วยย่อยอาหาร และเจริญอาหาร

ทั้งหมดคือ คุณประโยชน์ของเจ้าเม็ดกลม ๆ อ้วน ๆ ที่เรียกว่า “ลูกเดือย”

ส่วน “ลูกเดือยทอดกรอบสมุนไพร” ที่คิดทำขึ้นมา นอกจากลูกเดือยแล้ว ยังมี ใบมะกรูด, พริกไทยดำ เป็นสมุนไพรที่เพิ่มกลิ่นและสีสันให้มีความน่ารับประทานมากขึ้น และมีประโยชน์มากขึ้น

ลูกเดือยทอดกรอบสมุนไพร มีวัตถุดิบและวิธีการทำดังนี้คือ...

วัตถุดิบก็มี ลูกเดือย 250 กรัม, ใบมะกรูด 45 กรัม, เมล็ดพริกไทยดำ 20 กรัม, น้ำตาลทรายขาว 30 กรัม, เกลือป่น 5 กรัม และน้ำมันพืช (สำหรับทอด) 0.5 ลิตร

ส่วนวิธี ทำ...เริ่มจากนำลูกเดือยแช่น้ำสะอาดนาน 1 คืน แล้วต้มให้สุก เมื่อสุกแล้วตักขึ้นให้สะเด็ดน้ำ นำไป อบในตู้อบที่อุณหภูมิ 60 องศา เซลเซียส นาน 4-6 ชั่วโมง วิธีนี้จะทำให้ลูกเดือยเมื่อทอดแล้วจะพองฟูและมีความกรอบนุ่ม ไม่แข็งกระด้าง (หากไม่มีตู้อบให้ใช้วิธีการตากแดดให้ แห้งแทน)

ขั้น ตอนต่อมา ทอดลูกเดือยในน้ำมันที่ร้อนจัด จนพองฟูและมีสีเหลืองทอง นำขึ้นสะเด็ดน้ำมัน โดยแบ่งทอดทีละน้อย เตรียมหั่นใบมะกรูดเป็นฝอยลงทอดให้กรอบดี และทอดเมล็ดพริกไทยดำให้พอสุก พักไว้

วิธีการคลุกเคล้าส่วนผสม นำลูกเดือยทอดกรอบ + ใบมะกรูดทอดกรอบ + เมล็ดพริกไทยทอดกรอบ + น้ำตาลทราย + เกลือ ใส่ลงในถุงพลาสติกชนิดที่ไม่มีหูหิ้ว ขนาดกว้าง 8 นิ้ว แล้วเขย่าให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้ากัน

หากทำในปริมาณมาก ใช้ภาชนะขนาดใหญ่ที่มีฝาปิดแทนถุงได้ จากนั้นนำใส่ภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด พร้อมขาย ซึ่งสามารถเก็บไว้รับประทานได้นาน และเหมาะสำหรับเป็นของรับประทานเล่นของผู้ที่รักสุขภาพ

อ.ชมพูนุชบอก ว่า ตามสูตรนี้หากบรรจุใส่ภาชนะ 25 กรัม จะได้จำนวนประมาณ 14 กระปุก ขายในราคากระปุกละ 20 บาท ก็จะได้ 280 บาท ส่วนต้นทุนวัตถุดิบต่าง ๆ ตกอยู่ที่ประมาณ 170 บาท

นอกจากนี้ อ.ชมพูนุช ยังได้แนะนำเคล็ดลับเพิ่มเติมอีก 2 ประเด็นคือ หากชอบให้รสชาติเคลือบติดอยู่กับผิวลูกเดือย สามารถใช้วิธีการฉาบได้ โดยนำน้ำตาลและเกลือตั้งไฟเคี่ยวให้เหนียวแล้วจึงใส่ลูกเดือยทอดลงไปคลุก เคล้าให้เข้ากัน หรืออาจเปลี่ยนจากน้ำตาลและเกลือเป็นเนยหรือช็อกโกแลตได้

รวม ถึง สามารถเปลี่ยนรสชาติด้วยผงปรุงรสสำเร็จรูปได้หลากหลาย เช่น รสต้มยำ, รสพิซซ่า, บาร์บิคิว โดยรสชาติเหล่านี้การจะใช้ก็ไม่ยุ่งยาก เพราะมีผงปรุงรสสำเร็จรูปขาย ส่วนแต่ละรสจะใช้ปริมาณมากน้อยเท่าไร ก็กะดูว่าต้องการให้ลูกเดือยมีรสชาติจัดจ้านเพียงใด

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเป็นรสต้มยำ ในปริมาณวัตถุดิบข้างต้นนั้น ควรจะใช้ผง ปรุงรสต้มยำประมาณ 25 กรัม ซึ่งก็เป็นการใช้แทนเกลือป่น และน้ำตาลทรายขาว

สนใจเรื่อง “ลูกเดือยทอดกรอบสมุนไพร” ต้องการติดต่อ อ.ชมพูนุช เผื่อนพิภพ ก็ไปได้ที่คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มทร.พระนคร หรือ โทร. 0-2281-9231-4 ต่อ 1201-3

บางทีนี่อาจจะเป็น “ช่องทางทำกิน” ที่ดีสำหรับคุณ.

สุภา รัตน์ ยอดศิริวิชัยกุล http://www.dailynews.co.th

‘เลี้ยง ผึ้งจิ๋ว’ ไม่ยาก ไม่ง่าย ทำเงินได้ดี

ต้นทุนต่ำ-ขายได้ราคา สูง

“ผึ้งจิ๋ว” เป็นผึ้งพื้นเมืองของไทย ไม่มีเหล็กใน สามารถเพาะเลี้ยงในเชิงเศรษฐกิจได้ ซึ่ง “น้ำผึ้ง” ของผึ้งจิ๋วกำลังได้รับความนิยมในต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดญี่ปุ่น เนื่องจากน้ำผึ้งมีคุณภาพดี มีคุณค่าทางอาหารและมีสรรพคุณทางยาสูง และวันนี้ทีม “ช่องทางทำกิน” ก็มีข้อมูลมาให้พิจารณา...

วิสิทธิ์ ธนูอาจ เกษตรกรสวนผลไม้ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนภูมิปัญญาท้องถิ่นคนจันทบุรี ต.วังแซม อ.มะขาม จ.จันทบุรี วัย 47 ปี เป็นผู้หนึ่งที่เพาะเลี้ยงผึ้งจิ๋ว โดยเขาเล่าว่า ก่อนหน้านี้ทำการเกษตรอย่างหลงทางไปมากเพราะมุ่งแต่พึ่งยาฆ่าแมลงจนมีหนี้ ท่วมตัว ต้องเลิกอาชีพเกษตรกรหันไปรับจ้างเป็นพนักงานขับรถ แต่แล้วก็เคราะห์ซ้ำเมื่อเกิดตาบอดไปข้างหนึ่งเพราะตัดหญ้าแล้วเศษไม้ กระเด็นเข้าตา จนต้องเลิกอาชีพขับรถ ไปเป็นลูกจ้างรายวัน ซึ่งรายได้ก็ไม่เพียงพอเลี้ยงครอบครัวที่มีลูก 2 คน จนวันหนึ่งวันฟ้าใสก็บังเกิด เมื่อได้เข้าร่วมโครงการต้นกล้าอาชีพ รุ่นที่ 1 ได้พบกับ รศ.ดร.สำนึก บุญเกิด อาจารย์ประจำสาขาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งได้สอนวิชาเลี้ยง “ผึ้งจิ๋ว” ผลิต “น้ำผึ้งอินทรีย์” ที่เรียกว่า “ชันโรง” ให้

ทำให้รู้ถึงวิธีการ เลี้ยงที่ถูกต้องทุกกระบวนการ และสามารถนำมาต่อยอดให้ความรู้กับภรรยาและลูก ๆ จนยึดเป็นอุตสาหกรรมครัวเรือน จนทำให้สามารถขายพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ รวมถึงส่วนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำชันโรง ซึ่งเป็นผลิตผลส่วนต้นที่นำไปพัฒนาเป็นน้ำผึ้งชันโรง 100% เพื่อวางขาย ส่งขายให้อาจารย์มหาวิทยาลัย และทั่ว ๆ ไป รวมถึงการออกร้านเคลื่อนที่ในงานเทศกาล ต่าง ๆ โดยขายได้ในราคา 500 บาทต่อ 1 ขวดกลม

วิสิทธิ์บอกอีกว่า นอกจากนี้เขายังได้รับการเชิญจากมหาวิทยาลัยรามคำแหงให้ไปเป็นวิทยากรผู้ อบรมการเลี้ยงผึ้งจิ๋วแก่ต้นกล้าอาชีพรุ่นน้อง รวมถึงหน่วยราชการต่าง ๆ จนปัจจุบันนี้เขามีรายได้แบบก้าวกระโดดขึ้นมาเฉลี่ยเดือนละไม่ต่ำกว่า 15,000-20,000 บาท ซึ่งต้องขอขอบคุณบุคคลและโครงการที่ได้ให้โอกาส

สำหรับ ขั้นตอนการเพาะเลี้ยงผึ้งจิ๋วหรือชันโรง หลัก ๆ มี 2 ขั้นตอนคือ ขั้นตอนการย้ายรัง และ ขั้นตอนการแยกรัง ซึ่งการย้ายรังหมายถึงการผ่ารังผึ้งจิ๋วที่ทำรังในธรรมชาติ แล้วย้ายประชากรผึ้งจิ๋วทั้งหมดลงในรังเลี้ยง ซึ่งรังดังกล่าวนี้ต้องมีสภาพมั่นคงแข็งแรง ปลอดภัย ไม่แออัด มีสุขอนามัยที่ดี และสามารถขนย้ายรังได้สะดวก สามารถจัดการดูแลช่วยเหลือผึ้งจิ๋วได้ ส่วนการแยกรังผึ้งจิ๋วหมายถึงการแบ่งประชากรผึ้งจิ๋วในรังเลี้ยงจาก 1 รัง เป็น 2 รัง หรือ 3 รัง ขึ้นอยู่กับสภาพความสมบูรณ์ของผึ้งจิ๋วที่จะแยก

การ เคลื่อนย้ายรังธรรมชาติ นำมาตั้งไว้ใกล้บริเวณที่จะผ่ารัง ก่อนผ่าต้องประเมินประชากรผึ้งจิ๋ว และการย้ายรังธรรมชาติจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งต้องรักษาระดับแนวดิ่งของรัง เนื่องจากไข่จะถูกวางไว้บนอาหารเหลวภายในเซลล์ บางเซลล์ไข่ฟักเป็นตัวอ่อนแล้วกินอาหารภายในเซลล์ยังไม่หมด อาจจะถูกอาหารหมกตายขณะขนย้าย เพราะเซลล์จะเอียงไป-มา ตรงจุดนี้ต้องระวังเป็นพิเศษ

ในส่วนของรังเลี้ยงผึ้งจิ๋ว ขนาดต้องมีความจุประมาณ 7 ลิตร ทำด้วยไม้กระดาน หรือเศษไม้แปร หรือไม้นิ้วก็ได้ ต่อกันให้สนิท แต่ไม่ต้องใช้เทคนิคบังใบ ความกว้างประมาณ 20 ซม. ยาว 30 ซม. สูง 12 ซม. ด้านบนหรือฝารังเป็นแผ่นกระจกหรือพลาสติกใส เปิด-ปิดได้ ด้านหน้ารังเจาะรูเหนือพื้นขึ้นมาเล็กน้อยกันน้ำไหลเข้ารัง หน้ารังมีพื้นชานชาลาเล็กน้อยสำหรับให้อาหาร ให้ผึ้งจิ๋วพัก และเพื่อความสะดวกในการบินเข้า-ออก

ก่อนผ่ารัง ยกรังจากตำแหน่งเดิม ให้รักษาระดับ เอารังเลี้ยงที่เตรียมไว้ตั้งแทนที่รังเดิม เตรียมขวดเหล้าเพื่อนำไปดักที่รูเข้า-ออก ให้ผึ้งบินเข้าไปอยู่ในขวดด้วยการเคาะรัง พอกระเทือนผึ้งจิ๋วที่บินได้จะบินเข้าไปอยู่ในขวด ปิดปากขวดนำไปเก็บไว้ในที่เย็น ๆ ไม่ร้อน จากนั้นลงมือผ่ารัง ซึ่งต้องระวังอย่าให้กลุ่มไข่ ตัวอ่อน และดักแด้ เสียหายมากนัก เมื่อรังถูกเปิดออก นำของเหลวไปป้ายที่หน้ารังเพื่อดึงดูดให้ผึ้งที่บินหลงเหลืออยู่กลับเข้ารัง เดิม

จากนั้นค่อย ๆ ย้ายกลุ่มไข่ ตัวอ่อน ดักแด้ ใส่ในรังเลี้ยง สำหรับถ้วยอาหาร เช่น เกสรและน้ำผึ้ง ที่ไม่แตก ก็ให้นำไปใส่ในรังเลี้ยงด้วย แต่อย่านำน้ำผึ้งจากถ้วยที่แตกใส่ในรัง เพราะจะทำให้ผึ้งงานติดน้ำผึ้งตาย แล้วต้องพยายามหานางพญาแม่รัง เมื่อพบให้ใช้ช้อนตักเอาเข้าไปไว้ในรัง แต่อย่าใช้มือจับนางพญา

ถ้า สถานที่ผ่ารังกับที่ตั้งรังเดิมอยู่คนละที่ แต่ห่างไม่เกิน 300 เมตร ต้องย้ายรังธรรมชาติไปตั้งเลี้ยงไว้ที่อื่นห่างจากที่ตั้งรังเดิมเกิน 600 เมตร ประมาณ 2 สัปดาห์จึงย้ายกลับมาตั้งในบริเวณที่จะผ่ารัง ให้คุ้นเคยสถานที่ 2-3 วันก่อนจะผ่ารัง ปิดฝารังและหน้ารังทิ้งไว้ 2-3 วัน จึงนำรังเลี้ยงไปตั้งไว้ในที่ที่ให้ผึ้งหากินได้ตามปกติ

สำหรับต้น ทุนในการเพาะเลี้ยงผึ้งจิ๋ว วิสิทธิ์บอกว่า แทบไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรเลย เพียงแค่มีเศษไม้เก่า ๆ มาทำเป็นรัง และหาพ่อพันธุ์แม่พันธุ์มาไว้ในรังเลี้ยง ซึ่งตามต่างจังหวัดผึ้งจิ๋วจะมีอยู่ทั่วไปตามแหล่งที่มีดอกไม้ โพรงไม้ ขอนไม้ กระบอกไม้ไผ่ โพรงตามบ้านเรือน หรืออาจจะอยู่ตามท่อพีวีซี กล่องกระดาษ ฯลฯ

การเลี้ยง “ผึ้งจิ๋ว” อาจจะไม่ง่ายสำหรับคนที่ไม่คุ้นเคย อย่างไรก็ตาม ถ้าใครที่มีปัญหาเรื่องอาชีพแล้วสนใจอาชีพเลี้ยงผึ้งจิ๋วนี้ ทางโครงการต้นกล้าอาชีพเขามีการอบรมให้ โดยติดต่อได้จนถึง 17 ส.ค. 2552 และอบรมเดือน ก.ย. สอบถามรายละเอียดเพิ่มได้ที่คอลเซ็นเตอร์ โทร.1111 หรือที่คุณวิสิทธิ์ โทร. 08-9097-0137.

เชาวลี ชุมขำ ข้อมูลจาก เดลินิวส์

‘ผีเสื้อ ใบยาง’ เลียนแบบธรรมชาติ

“ใบยางพารา” ปัจจุบันมีการนำมาสร้างสรรค์งานประดิษฐ์ต่าง ๆ หลายรูปแบบ จากวัสดุที่ไม่มีราคา แต่ถ้ามีไอเดีย รวมกับฝีมือทางการประดิษฐ์ ก็สามารถสร้างงาน-สร้างเงินได้ อย่างเช่นชิ้นงาน “ผีเสื้อจากใบยางพารา” ที่สร้างรายได้เข้ากระเป๋าได้อย่างน่าสนใจ ที่ทีม “ช่องทางทำกิน” มีข้อมูลมาให้ลองพิจารณากัน...
กดกดกดกด

วุฒิพร สมหมั่น เจ้าของร้าน “Wutda” ที่ตลาดนัดจตุจักร เป็นเจ้าของผลงาน “ผีเสื้อจากใบยางพารา” เล่าย้อนให้ฟังว่า...จริง ๆ แล้วจบมาทางด้านคอมพิวเตอร์ ไม่ใช่ด้านศิลปะ หลังจากจบมาก็ได้เข้าทำงานอยู่ที่บริษัทเอกชน แต่ด้วยความที่เป็นคนที่ชื่นชอบงานศิลปะ จึงมาจับงานด้านศิลปะเป็นอาชีพเสริม

แรก ๆ ที่ทำจำหน่ายจะเป็นงานสาน อุปกรณ์จับสัตว์น้ำจำพวกไซ ที่ ดัดแปลงทำเป็นของตกแต่งบ้าน ซึ่งไซจับปลามีความเชื่อว่าเป็นเครื่องรางดักจับทรัพย์ด้วย ก็เป็นงานที่ได้รับความสนใจจากลูกค้าพอสมควร

สำหรับงาน “ผีเสื้อจากใบยางพารา” นั้น มีคนรู้จักมาแนะนำให้ลองทำ รวมทั้งสอนวิธีและเทคนิคในการทำ ซึ่งเห็นว่าเป็นงานที่น่าสนใจ และที่สำคัญต้องการที่จะแตกไลน์ของธุรกิจออกไปให้หลากหลายมากขึ้น จึงทดลองทำดู ก็ได้ลองผิดลองถูกอยู่ประมาณ 2-3 เดือน ก็ประสบความสำเร็จได้รูปแบบที่ลงตัว

คอนเซปต์ของผลิตภัณฑ์ผีเสื้อจาก ใบยางพาราก็คือ “เป็นการนำธรรมชาติมาทำเป็นของตกแต่งที่เป็นธรรมชาติและไม่ทำลายธรรมชาติ ผีเสื้อที่ทำออกมานั้นจะต้องมีลักษณะเหมือนจริง โดยแบบผีเสื้อนั้นจะหาดูจากในอินเทอร์เน็ต หรือโปสเตอร์ รวม ถึงไปดูจากฟาร์มเลี้ยงผีเสื้อโดยตรง”

วัสดุอุปกรณ์ในการทำนั้นมีดัง นี้...ใบยางพารา, ลวด เบอร์ 20-22, แม่เหล็ก, ไม้มะขาม, กาวลาเท็กซ์, กาวร้อน, อะคริลิก, พู่กัน, กรรไกร, เคลียร์เคลือบเงา

ใบยางพารานั้น จะใช้เบอร์ 5-12 ซึ่งสามารถหาซื้อที่ตลาดนัดสวนจตุจักร ส่วนแม่เหล็กนั้นควรใช้แม่เหล็กไฟฟ้า เพราะติดแน่นกว่าแม่เหล็กธรรมดา ซึ่งสามารถหาซื้อได้ย่านคลองถม

ขั้นตอนการทำ...เริ่มจากการทำส่วนปีก ผีเสื้อก่อน โดยปีกผีเสื้อหนึ่งตัวจะมี 4 ชิ้นส่วน เริ่มจากเลือกแบบพันธุ์ผีเสื้อที่จะทำ จากนั้นก็วาดแบบตามรูปทรงปีกของผีเสื้อ ตัดออกมาเป็นแพต เทิร์น เมื่อได้แบบที่ต้องการก็นำใบยางพาราไปติดไว้บนแบบทั้งใบ โดยยังไม่ต้องตัดขอบให้เข้ากับแบบ ใช้กาวลาเท็กซ์ทายึดติดให้แน่น

เมื่อ กาวแห้งก็ทำการลงสี ซึ่งตรงนี้ต้องใช้ฝีมือเล็กน้อยเพราะจะต้องลงสีให้เหมือนกับแบบที่เลือก เพื่อให้เหมือนจริงมากที่สุด หลังจากที่ลงสีเรียบร้อยแล้วก็ปล่อยทิ้งไว้ให้สีแห้ง แล้วจึงตัดใบยางพาราตามแบบ

เมื่อทำการเตรียมส่วนปีกเรียบร้อยแล้ว ก็มาถึงขั้นการทำตัวผีเสื้อ โดยการนำไม้มะขามมาเหลาให้ได้ความยาวพอประมาณ เหลาหัวท้ายให้มีลักษณะมน ๆ จากนั้นก็ทำการเจาะรูตรงกึ่งกลางของส่วนตัว แล้วใช้ลวดจำนวน 2 เส้น สอดผ่าน ใช้กาวร้อนหยดที่รูเพื่อยึดลวดให้ติดกับส่วนตัวให้แน่น

ขั้นตอนต่อไป ก็นำส่วนปีกที่เตรียมไว้มาวางติดบนเส้นลวดที่ติดกับส่วนตัวให้ครบทั้งปีก บน-ปีกล่างทั้ง 2 ฝั่ง โดยต้องใช้ใบยางพาราประกบติดทับด้านหลังเพื่อบังเส้นลวดไว้อีกทีด้วย จากนั้นก็ตกแต่งหนวดด้วยเกสรดอกไม้ปลอม และติดตาด้วยลูกปัด นำไปพ่นเคลือบเงาด้วยเคลียร์ สุดท้ายก็นำมาติดแม่เหล็ก เท่านี้ก็เรียบร้อย

วุฒิ พรบอกว่า “ผีเสื้อจากใบยางพาราที่ทำนั้นมีหลากหลายสายพันธุ์ ที่สำคัญเป็นสินค้าที่ไม่ใช่แค่นำไปเป็นแม็คเน็ตติดตู้เย็นอย่างเดียว สามารถนำไปดัดแปลงตกแต่งได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการนำไปใส่กรอบรูป ติดผนังบ้าน ตกแต่งตามไอเดียได้ตามต้องการ”

การทำ “ผีเสื้อจากใบยางพารา” งาน “ก๊อบปี้ธรรมชาติ” นี้ ลงทุนไม่สูง โดยวุฒิพรบอกว่า ใช้เงินลงทุนเบื้องต้นประมาณไม่เกิน 5,000 บาท ก็น่าจะได้ ส่วนต้นทุนในการผลิตนั้นก็ตกอยู่ที่ประมาณ 40% ของราคาขาย ซึ่งสินค้าของวุฒิพร มีทั้งหมด 4 ไซซ์ คือ S, M, L, XXL ราคาก็มีตั้งแต่ 79-190 บาท

ใครสนใจ “ผีเสื้อจากใบยางพารา” ของวุฒิพร สามารถแวะไปดูไปชมและเลือกซื้อได้ที่ร้านของเขา ที่ตลาดนัดสวนจตุจักร โครงการ 19 ซอย 7/4 เปิดขายเฉพาะวันเสาร์และวันอาทิตย์ ไปไม่ถูกหรือต้องการสั่งออร์เดอร์ไปขายต่อ ก็โทรศัพท์ไปสอบถามได้ที่ โทร. 08-9116-9231.

บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์

ที่มา http://www.dailynews.co.th

งานผ่าน เน็ต ปัจจุบันที่ได้รับนิยม

ปัจจุบัน เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันเรามากขึ้น จนทำให้บางคนทำงานได้โดยที่ไม่ต้องออกจากบ้าน งานประเภท ผ่านอินเตอร์เน็ต โดยทั่วไปที่เห็นบ่อยมากที่สุดคือ

1. งานขายตรง MLM (ธุรกิจเครือข่าย)

2. งานขายสินค้าผ่านเน็ต

3. งานรับส่งอีเมล์

4. งานโฆษณา บนเว็บไซด์ (รวมถึงการเป็นตัวแทนนายหน้า)

5. งานจับคู่ผ่านอินเตอร์เน็ต ฯลฯ

มีงานหลายชนิดที่สามารถทำ ผ่านอินเตอร์เน็ตได้ แต่ผู้ที่จะตัดสินใจทำงานผ่านเน็ตควรคิดให้รอบคอบก่อนการตัดสินใจทุกครั้ง เพราะหากมีปัญหาเกิดขึ้น การติดตามหาผู้มารับความรับผิดชอบนั้นจะยากกว่าคดีความธรรมดา ทั่วๆไป

'พวงมาลัย สบู่' ทำขายดีในวันแม่

หลายคนที่เริ่มต้น อาชีพผลิตสินค้างานฝีมือ มักจะเริ่มจากการทำเป็นอาชีพเสริม แต่ก็มีหลายคนที่ต่อยอดพัฒนาฝีมือจนกลายเป็นอาชีพหลักได้อย่างน่าชื่นชม อย่างเช่นผู้ที่ยึดอาชีพสร้างสรรค์งานประดิษฐ์ “พวงมาลัยจากสบู่” ที่ยิ่งทำเงินได้ดีจากกระแสต้อนรับวันแม่ ที่ทีม “ช่องทางทำกิน” นำมาเล่าสู่ในวันนี้...

ปรารถนา ขันธุลา สมาชิกกลุ่มแม่บ้านประจำศูนย์พัฒนาอาชีพ ร.1 พัน 2 รอ. เล่าว่า เดิมมีอาชีพเป็นผู้ช่วยพยาบาล ส่วนสามีรับราชการทหาร ต่อมาเกิดวิกฤติเศรษฐกิจช่วงปี 2540 จึงมองหาอาชีพเสริมเพื่อสร้างรายได้จุนเจือครอบครัวอีกทางหนึ่ง ซึ่งตนมีโอกาสเข้ารับอบรมการทำ ดอกไม้จากสบู่ ที่จัดขึ้นในหน่วย ร.1 พัน 3 ตามโครงการที่ผู้บังคับบัญชาส่งเสริมให้ภรรยาและบุตรข้าราชการทหารได้อบรม อาชีพ เมื่อฝึกทำจนชำนาญจึงรวมตัวกันผลิตขายในรูปแบบกลุ่มแม่บ้าน จนภายหลังตนเองก็หันมายึดอาชีพนี้เป็นอาชีพหลัก

สำหรับสินค้าที่ทำเป็น “พวงมาลัย” ที่นิยมทั่วไปในตลาดมี 2 รูปแบบคือ พวงมาลัยชำร่วย ซึ่งมีขนาดกะทัดรัด เหมาะสำหรับนำไปมอบให้บุคคลที่มีความสำคัญพิเศษเพื่อเป็นของขวัญ ของที่ระลึก เนื่องในโอกาสสำคัญต่าง ๆ และอีกแบบคือ พวงมาลัยข้อมือ ซึ่งเหมาะสำหรับบูชาพระ หรือมอบให้ผู้ใหญ่ที่เคารพ หรือบุคคลสำคัญเป็นพิเศษ โดยจุดเด่นของ “พวงมาลัยจากสบู่” นี้ อยู่ที่ความสวยของสีสันที่สดใสกว่าพวงมาลัยจากดอกไม้สด อีกทั้งยังเก็บรักษาไว้ได้นาน โดยสามารถเก็บไว้ได้ 2-3 ปี ขึ้นอยู่กับวิธีเก็บรักษา

ด้านตลาดนั้น นอกจากจะวางขายตามร้านจำหน่ายของที่ระลึกทั่วไปแล้ว ในช่วงเทศกาลต่าง ๆ เช่น สงกรานต์ ปีใหม่ งานเลี้ยงเกษียณอายุราชการ ก็จะขายดีมากขึ้น และจะขายดีเป็นพิเศษในช่วงเทศกาล “วันแม่” รวมถึงยังมีรายได้เสริมจากการรับสอนสำหรับคนที่สนใจและต้องการจะทำพวงมาลัย ด้วยตัวเองด้วย

“ช่วงวันแม่ของทุกปีจะขายดีมาก ที่สำคัญจะมีคนสนใจเข้ามาขอหัดทำด้วยตัวเองโดยตลอด เพราะบางคนเขาก็อยากที่จะทำให้คุณแม่เขาด้วยตัวเอง” เจ้าของผลงานกล่าว

ทุน เบื้องต้นสำหรับการทำพวงมาลัยจากสบู่ ใช้เงินลงทุนก้อนแรกประมาณ 1,000 บาท ส่วนใหญ่เป็นค่าอุปกรณ์และวัตถุดิบ โดยทุนวัตถุดิบอยู่ที่ประมาณ 30% จากราคาขาย ขณะที่รายได้จากเงินลงทุนก้อนแรกจะสามารถขายได้เฉลี่ย 2,000-3,000 บาท โดยราคาขายเริ่มตั้งแต่ ดอกมะลิเป็นดอก ขายดอกละ 12 บาท ไปจนถึงเป็นพวงมาลัยคล้องมือใส่กล่อง ที่ราคาขายสูงสุดอยู่ที่กล่องละ 390 บาท

วัสดุอุปกรณ์ กรรไกร ใช้ 2 ขนาด คือขนาดเล็กปลายแหลมคมใช้ตัดแต่งแป้ง และขนาดใหญ่ใช้ตัดด้ายหรือวัสดุอื่น ๆ, เหล็กกลึง ใช้สำหรับคลึงแป้งให้บางและใช้สำหรับเจาะแป้งให้เป็นรู, ปากคีบปลายแหลม ใช้สำหรับหนีบตกแต่ง, กาวลาเท็กซ์, เข็มกับด้ายร้อยมาลัย, หม้อสแตนเลส สำหรับกวนสบู่และแป้ง และที่ปอกเปลือกผลไม้ ขณะที่วัตถุดิบที่ใช้ตามสูตรก็มี น้ำสะอาด, สบู่ก้อน 6 ก้อน, แป้งข้าวโพด 1? กิโลกรัม, กาวลาเท็กซ์ 1 กระป๋อง (ขนาด 16 ออนซ์), ชุดตกแต่ง เช่น โบว์สีต่าง ๆ, ริบบิ้น, กลีบเลี้ยงดอกไม้ เป็นต้น

ขั้นตอนการทำ การเตรียมสบู่สำหรับปั้น เริ่มจากขูดสบู่ให้เป็นแผ่นบาง ๆ แช่ไว้ในน้ำสะอาด ทิ้งไว้ 2 ชั่วโมงหรือจนสบู่นิ่มเพื่อสะดวกในการกวน เมื่อสบู่นิ่มแล้วนำมาใส่หม้อสแตนเลส ตั้งไฟ พอสบู่ละลายเทกาวลาเท็กซ์ผสมลงไป ใช้ไม้พายกวนไปเรื่อย ๆ จนน้ำสบู่เดือดจึงยกลงตั้งทิ้งไว้ให้น้ำสบู่เย็นตัวจนถึงระดับแค่พออุ่น

นำ สบู่ที่อุ่นตัวแล้วเทลงในแป้งข้าวโพดที่เตรียมไว้ นวดส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันจนแป้งนวลไม่ติดมือ หรือดูว่าเนื้อสบู่และแป้งผสมกันจนเป็นเนื้อเดียว ต่อมาแบ่งแป้งเป็นก้อน ๆ เพื่อนำสีมาผสมตามต้องการ โดยสีขาวผสมสำหรับปั้นดอกมะลิและดอกรัก สีแดงและสีเขียวผสมสำหรับปั้นดอกกุหลาบเป็นดอกตุ้มและกลีบเลี้ยง เมื่อได้สบู่ตามที่ต้องการแล้วให้แบ่งเป็นก้อน ๆ เก็บใส่ถุงพลาสติกเพื่อกันลมและอากาศ ที่จะทำให้สบู่แข็งตัว

ขั้นตอน การขึ้นรูปดอก หลักเบื้องต้นมีดังนี้คือ เริ่มจากคลึงแป้งให้เป็นรูปทรงหยดน้ำขนาดเท่าดอกมะลิ ใช้เหล็กปลายแหลมเสียบรู แล้วคว้านให้เกิดปากรู ต่อมาเป็นการปั้นกลีบ เริ่มจากใช้กรรไกรตัดแป้งแบ่งให้เป็นกลีบดอกเท่า ๆ กันประมาณ 4-6 กลีบ ใช้ปากคีบหนีบปลายกลีบทุกกลีบให้เกิดเป็นใบบานย้วยออก ใช้ปลายนิ้วบีบปลายกลีบดอกให้บาง เพื่อเพิ่มความพลิ้วและดูเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น ส่วนขั้นตอนการจับดอกตูมให้ทำโดยรวบปลายกลีบทุกกลีบเข้าด้วยกัน ทำการจัดแต่งก้านดอกให้ขนาดเท่าดอกจริงด้วยกรรไกร

“เมื่อได้ส่วน ประกอบดอกทั้งหมด ที่เหลือก็คือการร้อยเข้าพวงเพื่อให้เป็นมาลัย ใช้หลักการเดียวกันกับการร้อยมาลัยจากดอกไม้สด ส่วนความสวยงามของมาลัยนั้น ขึ้นอยู่กับทักษะความชำนาญในการร้อย การจับดอก และความประณีตของผู้ทำเป็นสำคัญ” เจ้าของผลงานแนะนำทิ้งท้าย

นี่ก็ เป็นอีกหนึ่งอาชีพน่าสนใจกับเทศกาลวันแม่นี้ที่ใกล้จะมาถึง ซึ่งใครต้องการติดต่อ ศูนย์พัฒนาอาชีพ ร.1 พัน 2 รอ. ถ.แจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ ก็โทร.08-9128-8180, 0-2573-7135 โดยในวันที่ 12 ส.ค.ที่จะถึงนี้จะมีการจัดอบรมฟรีด้วย ใครที่สนใจอยากฝึกหัดทำก็ลองติดต่อกันดู

ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ :รายงาน / จเร รัตนราตรี :ภาพ

คู่มือลงทุน...พวงมาลัยจากสบู่
ทุน เบื้องต้น ประมาณ 1,000 บาทขึ้นไป
ทุนวัสดุ ประมาณ 30% ของราคาขาย
ราย ได้ ราคาขายชิ้นละ 12-390 บาท
แรงงาน 1 คน
ตลาด ร้านของที่ระลึก ขายช่วงเทศกาล
จุดน่าสนใจ ลงทุนต่ำ ทำเป็นอาชีพเสริมก็ได้



เครดิต จาก เดลินิวส์

‘หน้ากาก บีบีกัน’ จับกระแสรวยเป็นล้าน

อาชีพผลิตสินค้างาน ประดิษฐ์นอกจากจะต้องรู้จักดัดแปลง-พลิกแพลงแล้ว การมองหาตลาด-เลือกกลุ่มลูกค้าก็เป็นเรื่องสำคัญ อย่างเช่นธุรกิจผลิต “หน้ากาก” สำหรับใส่เล่นกีฬายิงปืน “บีบีกัน” ที่ว่ากันว่ากำลังมาแรงในขณะนี้ ก็เป็นหนึ่งในกรณีศึกษาน่าสนใจ ซึ่งวันนี้ทีม “ช่องทางทำกิน” ก็มีข้อมูลมานำเสนอ..อาชีพเสริม

ธรรม รงค์ อินทะพันธุ์ เจ้าของงานเล่าว่า ตนเองเพิ่งเริ่มเล่นกีฬายิงปืนบีบีกัน ซึ่งกฎระเบียบของทุกสนามจะคล้ายกันคือ ผู้เล่นต้องสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันใบหน้าและดวงตาขณะลงเล่น ซึ่งหน้ากากส่วนใหญ่ที่ผู้เล่นใส่ก็มักจะเป็นหน้ากากพลาสติกที่เรียกกันว่า หน้ากากสก็อต หน้ากากลิง รวมถึงแว่นตา จึงคิดว่าน่าจะลองนำงานหน้ากากจำลองซึ่งที่บ้านทำอยู่ และส่วนใหญ่มักขายเป็นสินค้าของตกแต่ง เช่น หน้ากากตุ๊กตาญี่ปุ่น, หน้ากากรูปปิศาจ มาพัฒนาได้ เพื่อฉีกรูปแบบหน้ากากแบบเดิม ๆ โดยใช้ชื่อสินค้าของตนเองว่า “มาสค์โม”

เจ้าของงานไอเดียเล่าต่อไป อีกว่า แรก ๆ เป็นการทำขึ้นเพื่อทดลองใช้งานใส่เองในกลุ่มเพื่อน ๆ ต่อมาเริ่มมีคนสนใจและสอบถามว่าซื้อได้ที่ไหน พอทราบว่าเป็นของผลิตเองจึงทำให้มีการสั่งจอง โดยเริ่ม ทำขายจริงจังสักประมาณ 3-4 เดือนที่ผ่านมา โดยขายผ่านเว็บไซต์ www.siambbgun.com และจัดส่งสินค้าทางพัสดุไปรษณีย์ ซึ่งไม่ต้องมีหน้าร้าน และเน้นผลิตงานตามคำสั่งซื้อของลูกค้าเป็นหลัก

รูปแบบของหน้ากากบีบี กันที่มีจำหน่ายในปัจจุบัน มี 4 แบบ คือ หน้ากากคาบูกิ, หน้ากากกะโหลก, หน้ากากฮีท, หน้ากากวีฟอร์เด็ทต้า โดยแต่ละแบบจะแบ่งเป็นชนิดเต็มหน้า กับแบบครึ่งหน้า ราคาอยู่ที่ชิ้นละ 599 บาท จนถึง 999 บาท โดยหน้ากากแบบฮีทและหน้ากากคาบูกิจะค่อนข้างได้รับความนิยมมากในขณะนี้

“มี การดีไซน์ให้เหมาะกับรูปแบบการเล่นของกีฬาบีบีกัน เช่น ตรงบริเวณตาจะเจาะรูให้กว้าง และใส่ตะแกรงเหล็กป้องกันลูกกระสุนพลาสติกของปืน” ธรรมรงค์ เจ้าของงานหน้ากากประดิษฐ์กล่าว

อีกจุดเด่นของงาน ธรรมรงค์บอกว่า จะเน้นที่ความแฟนซี คือลูกค้าส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มวัยรุ่นที่ชอบสีสันและความแปลกใหม่ เป็นหลัก อย่างไรก็ตาม จุดสำคัญของงานชิ้นนี้ นอกจากความแฟนซีแล้ว ในฐานะนักเล่นบีบีกันคนหนึ่งด้วยเขาบอกว่า “ความปลอดภัย” “ความคงทน” ก็เป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้

“ตัวหน้ากากจะ มีการเสริมใยแก้วลงไประหว่างชั้นของเรซิ่นและไฟเบอร์กลาส เพื่อให้ทนทานแข็งแรง ไม่แตกหักหรือเป็นรูง่าย ๆ สีที่ใช้ก็คุณภาพเดียวกันกับสีพ่นรถยนต์ จะมันวาว ลดแรงปะทะของกระสุนบีบีกัน”

ทุนเบื้องต้นสำหรับทำหน้ากากขาย ใช้ประมาณ 5,000 บาท ก็ทำได้ ส่วนใหญ่เป็นค่าน้ำยาและอุปกรณ์ที่จำเป็น ถ้าใครมีอุปกรณ์บางชิ้นอยู่แล้ว ต้นทุนก็ลดลงไป ส่วนทุนวัตถุดิบอยู่ที่ประมาณ 60% จากราคาขาย

วัตถุดิบนั้นก็ประกอบ ด้วย น้ำยาเรซิ่น, น้ำยาไฟเบอร์กลาส, ใยแก้ว, ตะแกรงเหล็ก, สายคาด, สีสเปรย์, สีอะคริลิก (ใช้เพนท์ลวดลายหน้ากาก), อุปกรณ์สำหรับตกแต่งตามต้องการ และเชลแล็กเคลือบผิว

ขณะที่อุปกรณ์ ที่จำเป็นก็มี เครื่องเจียผิว, เครื่องขัด, สว่านไฟฟ้า

ขั้นตอนการทำ เริ่มจากออกแบบหน้ากากที่ต้องการ จากนั้นทำการขึ้นแม่พิมพ์ของตัวพิมพ์จากดินสำหรับปั้น เมื่อได้แม่พิมพ์แล้วให้นำปูนปลาสเตอร์มาทาบริเวณด้านในของแม่พิมพ์ให้ทั่ว จนได้ความหนาที่ต้องการ จากนั้นทิ้งไว้ให้แห้ง จึงค่อย ๆ แกะออกจากแม่พิมพ์ ก็จะได้ตัวพิมพ์ สำหรับขึ้นเรซิ่นไฟเบอร์กลาส

เมื่อได้ตัวพิมพ์ หน้ากากแล้ว ให้นำน้ำยาเรซิ่นไฟเบอร์กลาสทาให้ทั่วบริเวณด้านในของตัวพิมพ์ โดยเมื่อทาเสร็จชั้นหนึ่งก็ให้นำใยแก้วที่เตรียมไว้แปะลงไป จากนั้นจึงทาเรซิ่นทับอีกชั้นหนึ่ง โดยทำอย่างนี้ประมาณ 4-5 ครั้งจนครบ จากนั้นรอให้แห้ง ใช้เวลาประมาณครึ่งวันถึงหนึ่งวัน (ถ้าต้องการย่นเวลาก็อาจใช้น้ำยาเร่ง โดยถ้าใช้น้ำยาเร่งก็จะใช้เวลาเพียง 4-5 นาทีก็ใช้งานได้แล้ว) เมื่อเรซิ่นแห้งตัวก็แกะออกจากตัวพิมพ์
จาก นั้นนำมาขัดผิวด้วยเครื่องเจียและเครื่องขัด เพื่อทำให้ผิวหน้ากากเรียบ

ขั้น ตอนการลงสี ขั้นตอนนี้สีจะดี-ไม่ดีขึ้นอยู่กับว่าเรซิ่นที่หล่อเป็นหน้ากากแห้งสนิทหรือ ไม่ ถ้าเรซิ่นไม่แห้ง สีที่พ่นไปอาจเกิดการหลุดร่อนในภายหลังหรือขณะใช้งาน การลงสีให้ลงสีรองพื้นชั้นหนึ่งก่อน ทิ้งไว้ให้แห้ง จากนั้นจึงลงสีจริงอีกครั้งหนึ่ง เมื่อสีแห้งจึงนำไปตกแต่งลวดลายด้วยสีอะคริลิก ทิ้งไว้แห้ง จากนั้นจึงประกอบสายคาดหน้ากาก และตกแต่งตามต้องการ เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำ

ใครต้องการติดต่อ ธรรมรงค์ อินทะพันธุ์ โทร. 08-0205-9417, 0-2982-8220 หรือที่อีเมล momojung321@hotmail.com ซึ่งใครที่สนใจอยากจะรู้รายละเอียดลึก ๆ เกี่ยวกับสินค้า “หน้ากากบีบีกัน” หรืออยากจะฝึกทำ ก็ลองสอบถามจากเจ้าของงานได้โดยตรง.

ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ รายงาน

ขอบคุณเดลินิวส์
http://www.dailynews.co.th

ตุ๊กตาไม้โย โย่-ล้มลุก ทำของเล่นให้เป็นรายได้


“ตุ๊กตา” ยุคไหน ๆ ก็ยังเป็นของเล่นยอดนิยมของเด็ก ๆ ทั่วไป และก็ได้มีการคิดทำตุ๊กตารูปแบบใหม่ ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงกับตุ๊กตาแปลก ๆ แหวกแนว ด้วยรูปทรงรูปร่าง และสามารถเด้งดึ๋งดุ๊กดิ๊กไปมาได้ ซึ่งเรียกว่า “ตุ๊กตาไม้โยโย่-ตุ๊กตาล้มลุก” และทีม “ช่องทางทำกิน” ก็มีข้อมูลมานำเสนอให้พิจารณากัน...


ฉัตรธิดา เพียรดี เป็นเจ้าของผลงานตุ๊กตาไม้ “ฉัตร ดีไซน์” ดำเนินธุรกิจนี้มากว่า 2 ปีกว่าแล้ว ก่อนหน้านี้ฉัตรธิดาทำธุรกิจค้าไม้ ขายเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้าน แต่หลัง ๆ เศรษฐกิจไม่ค่อยดี ธุรกิจที่ทำอยู่เริ่มจะไม่ราบรื่น จึงวางมือ และหันมาจับธุรกิจนำเข้า “ตุ๊กตาไม้” แทน ซึ่งเจ้าตัวบอกว่าตุ๊กตาไม้นี้ไม่ใช่เป็นแค่ของเล่นอย่างเดียว ตกแต่งบ้านก็ได้ และราคาก็ไม่แพง มันแก้โจทย์ที่ว่าจะทำยังไงให้คนซื้อง่าย ๆ และซื้อเป็นของฝากได้

ตุ๊กตาไม้โยโย่ และตุ๊กตาล้มลุก ของฉัตรธิดานำเข้ามาจากประเทศจีน โดยออกแบบไปให้ทางจีนทำตามที่สั่ง ซึ่งจีนจะมีวัสดุ เครื่องไม้เครื่องมือ และเทคโนโลยีที่ทันสมัย ค่าแรงก็ไม่แพงมาก ทำให้ต้นทุนในการผลิตไม่สูง ส่วนไม้ที่นำมาทำก็จะใช้ไม้สนของประเทศจีน ส่วนไม้สนของไทยจะแน่น มีน้ำหนัก

วัสดุ ในการทำ “ตุ๊กตาไม้ล้มลุก” หลัก ๆ ประกอบด้วย 1.ไม้สนที่กลึงเป็นรูปทรงแล้ว, 2.เส้นเอ็น (ที่ใช้ในการตกปลา), 3.สปริง, 4.ด้ายสี, 5.ไหมพรมสีต่าง ๆ, 6.สีสำหรับเพนท์, 7.แล็คเกอร์สำหรับเคลือบ

วิธีทำตุ๊กตาล้มลุก เริ่มจาก ร้อยรูปทรงไม้ที่ต้องการให้เป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ โดยร้อยเข้าไปในเส้นเอ็นให้เข้ารูป, นำเอ็นที่ร้อยเป็นรูปสัตว์มาเชื่อมกับฐานที่วางตัวสัตว์โดยผูกกับสปริงข้าง ใน ฐานด้านล่าง, ลงสีเพนท์ ตกแต่ง ให้สวยงามตามใจชอบ, เคลือบด้วยแล็คเกอร์อีกครั้ง แล้วตกแต่งด้วยไหมพรมและด้ายสีเพื่อความสวยงาม

วัสดุในการทำ “ตุ๊กตาไม้โยโย่” หลัก ๆ ประกอบด้วย 1.ไม้สนที่กลึงเป็นรูปทรงแล้ว, 2.เชือกป่าน เชือกผ้า เชือกถัก, 3.ใบพัดตกแต่ง, 4.กาว, 5.ลวดสปริง, 6.สีสำหรับเพนท์, 7.แล็คเกอร์สำหรับเคลือบ


วิธีทำตุ๊กตาไม้โยโย่ เริ่มจาก นำท่อนไม้สนมากลึงให้เป็นรูปทรงต่าง ๆ (ทรงกลม ทรงรี ทรงเหลี่ยม), ไม้สนที่กลึงได้นั้นจะเป็นชิ้นส่วนของหัว ลำตัว มือ รองเท้า, เจาะรูที่ลำตัวสองด้าน ๆ ละ 2 รู เพื่ออัดกาว สอดเชือก ทำเป็นแขนและขา, นำชิ้นส่วนต่าง ๆ มาประกอบโดยทากาวเข้ารูปร่าง, เพนท์สีตามต้องการ, ทาแล็คเกอร์ทับเพื่อความเงางาม, เจาะรูที่หัวเพื่อร้อยสปริงให้ยืดหยุ่น และแขวนได้

ฉัตรธิดาอธิบายเพิ่มเติมว่า วิธีทำเริ่มจากการกลึงไม้ให้เป็นรูปทรงกลม ทรงรี แล้วนำชิ้นส่วนมาต่อกัน จากนั้นจะเจาะรูเพื่อสอดเชือกให้ดูเป็น แขนขา ซึ่งที่มีวัสดุเชือกเพิ่มขึ้นมาก็เพราะทำให้ตุ๊กตาดูอ่อนช้อยมากขึ้น ดูมีชีวิตชีวาขึ้น และมีสปริงแขวนให้ดูยืดหยุ่น โดยชิ้นส่วนต่อตัวหนึ่งก็จะมีไม้กลึง 3-5 ชิ้น คือส่วนเท้า มือ หัว ตัว คอ และเจาะรูทำสลักในการเชื่อมต่อกัน แล้วใช้กาวติด

“เราจะเน้นหนักไป ที่เรื่องของการเพนท์ การลงสี สีนั้นจะใช้เป็นสีน้ำทาไม้ธรรมดาทั่วไป อุปกรณ์ก็จะหาได้ง่ายไม่ยุ่งยาก แต่จะมีรายละเอียดค่อนข้างเยอะ”


สำหรับ “ตุ๊กตาโยโย่” นั้น เป็นแบบใหม่ ทำขายเพราะสามารถสร้าง รอยยิ้มและเสียงหัวเราะได้เมื่อใครต่อใครพบเห็น ดูตลก น่ารักดี มันดูอิสระ เหมือนปลดปล่อย

ส่วน “ตุ๊กตาล้มลุก” จะมีเอ็นที่ใช้ตกปลา มาร้อยเป็นรูปร่างได้ และมีสปริงติดอยู่ที่ฐานข้างใต้ พอกดแล้วตุ๊กตามันก็จะล้มลง พอปล่อยสปริงด้านล่างก็จะยืดตรงตั้งขึ้นเหมือนเดิม

ตุ๊กตาไม้ล้มลุก และตุ๊กตาไม้โยโย่ มีประโยชน์ใช้สอยมากกว่าแค่ของเล่น ราคาก็ไม่แพงมาก เหมาะที่จะเป็นของฝาก ของขวัญ ของที่ระลึก ในเทศกาล หรือให้ในโอกาสพิเศษต่าง ๆ

ทุนเบื้องต้นในการทำขาย ก็ตั้งแต่ประมาณ 10,000 บาทขึ้นไป ขึ้นอยู่กับขนาดกิจการ ขณะที่ราคาขายอยู่ที่ตัวละ 40 บาทขึ้นไป โดย 40 บาทเป็นราคาขายส่ง ต้นทุนวัสดุจะตกประมาณ 70% ของราคา

ใคร สนใจจะติดต่อ ฉัตรธิดา เพียรดี ก็ติดต่อได้ที่ 72/72 หมู่ 1 หมู่บ้านมณีรินทร์ ถนน 345 ต.บางคูวัด อ.เมือง จ.ปทุมธานี 10200 โทร. 08-6704-3335 ส่วนใครที่พิจารณาจากข้อมูลนี้แล้วได้ไอเดีย อยากจะลองทำตุ๊กตาไม้แปลก ๆ ขายบ้าง ก่อนอื่นก็คงต้องฝึกฝนฝีมือให้ดีเสียก่อน.

ที่มาของบทความ http://women.sanook.com/work/108jobs/108jobs_54278.php
กระดุม (1) กระเป๋าหนัง (1) กระเพาะปลาน้ำแดง (1) กระยาสารท (1) กับข้าวถุง (1) กาแฟชัก (1) การประกอบอาชีพอิสระ (1) การเพาะ เห็ด (1) ขนมเค้ก (1) ขนมโบราณทำเงิน (1) ขนมเปี๊ยะ (1) ขนมเปี๊ยะอบเทียน (2) ขยะ ลวด (1) ของฝาก (1) ขาย (1) ขายคล่อง (2) ขายความสนุก (1) ขายน้ำผลไม้ ปั่น (1) ขายปลาทูนึ่ง (1) ขายไอเดีย (1) ข้าวซอย (1) คลับแอสทีเรีย (1) เครื่องดื่ม (2) โคมไฟดินหอม (1) งาน (2) งานขายไอเดียราคาดี (1) งานประดิษฐ์ (2) งานผ่าน เน็ต (1) งานไม้ (1) งานเสริม (1) จ๊อปลาทู (1) จากดินญี่ปุ่น (1) ซองใส่มือถือ (1) ซาลาเปา (1) ซีฟู้ดกระทะ (1) โดนัทเค้ก (1) ติดตู้เย็น (1) ติดเสื้อ (1) ตุ๊กตา ถุงเท้า (1) ตุ๊กตาไทย (1) ตุ๊กตาไม้โย โย่-ล้มลุก (1) ตุ๊กตาโยโย่ (1) ตู้(เรือ)ปลา (1) ถักทอจินตนาการ (1) ถั่วแดงเย็น (1) ทองพับ (1) ทอลูกปัด (1) ทับทิม กรอบรวมมิตร (1) ทำธุรกิจอะไรดีจึงจะรวย (1) ทำไม่ยาก (1) ทำเองได้ (1) ที่ติดตู้ เย็น (1) ทุนต่ำ (1) เทียนหอมกัน ยุง (1) ธุรกิจแฟรนไชส์ (1) น่ารักๆ (1) น้ำ เงี้ยว (1) น้ำบ๊วย (1) บะหมี่-เกี๊ยว (1) บีบี (1) บุฟเฟ่ต์ (1) เบเกอรี่ (1) ประดิษฐ์ ดอกไม้ (1) ปาท๋องโก๋เกลียว (1) เป็นอาชีพเสริม (2) แปรรูปผลไม้ (1) ผีเสื้อ ใบยาง (1) พลิกแพลง (1) พวงมาลัยสบู่ (1) เพนท์สี (1) เพื่อสุขภาพ (1) มนุษย์ เงินเดือนมืออาชีพ (1) มีสูตรเด็ดขายที่ไหนก็รวย (1) แมงมุม (1) ย้อมผ้าแบบญี่ปุ่น (1) ยาโมโน ซาชิ (1) ยำทรงเครื่อง (1) รวย (1) รอง เท้านินจา (1) ราคาดี (2) รายได้ (1) รายได้พิเศษ (2) รายได้สวย สร้างรายได้ (4) รายได้เสริม (4) โรตีสไตล์พิซซ่า (1) ลองกอง (1) ลูกเดือยทอดกรอบ (1) ลูกหยีกวน (1) เลี้ยง ผึ้งจิ๋ว (1) วันแม่ (1) สมุนไพรทำเงิน (1) สร้างรายได้ (23) สร้างเลียนแบบ (1) สร้างอาชีพ (11) สินค้าแปรรูป (2) สูตรปักษ์ใต้ (1) ไส้แกง (1) หน้ากากบีบี (1) อาชีพ (1) อาชีพเสริม (29) อาชีพอิสระ (4) อาหารก๊อปปี้ (1) ไอเดียเก๋ไก๋ (1) ไอเดียแปลก (1) ไอศครีมทุเรียน (1) Happy Cake (1)

ผู้ติดตาม

..